วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2551

สถาบันอาจารย์มหาวิทยาลัย

โดย แดง ไบเลย์ เขียนเมื่อประมาณปี ๒๕๒๕

ในเมืองไทยเรานั้น มีการกล่าวขวัญถึงสถาบันต่างๆ แทบจะหมดทุกสถาบันแล้วตั้งแต่ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย เผด็จการ ทหารพลเรือน ข้าราชการ นายทุน กรรมกร นักธุรกิจ ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ นักหนังสือพิมพ์ นักเรียน นักศึกษา นักการเมือง ฯลฯ ยังเหลืออีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่มีใครแตะต้องกันนัก นั่นคือ อาจารย์มหาวิทยาลัย

เนื่องจากสถาบันอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นกลุ่มคนที่มีความสำคัญยิ่งกลุ่มหนึ่ง สำหรับนักศึกษา เพราะหากขาดอาจารย์เสียแล้วมหาวิทยาลัยก็ไม่เป็นมหาวิทยาลัย จึงใคร่จักกล่าวถึงคนกลุ่มนี้ สักเล็กน้อย พอหอมปากหอมคอ

ขอแนะนำให้นักศึกษาใหม่ รู้จักกับพวกเขาก่อนเป็นเบื้องแรก : เขาคือใคร ?

๑. เขาเป็นข้าราชการพลเรือนสังกัดทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ

๒. เขาต่างจากข้าราชการพลเรือนอื่นๆ ตรงที่สามารถเลื่อนชั้นขั้นตอนได้คล่องกว่า เขามีเวลาการทำงานที่ flexible มาก ตลอดจนมีฮอลิเดย์อันยาวนาน

๓. ระบบการบังคับบัญชา และการวัดผลงานของพวกเขาหละหลวม กว่าระบบการบังคับบัญชา และวัดผลงานข้าราชการพลเรือนอื่นๆ

๔. เขามีหน้าที่ให้บริการทางวิชาการ คือ การสอนหนังสือ เป็นเบื้องแรก การวางระบบการเรียนการสอนและการบริหารวิทยาลัยเป็นเบื้องสอง

๕. นอกจากนี้ เขาก็ไปวิ่งรอกหากิน ด้วยการสอนกวดวิชา สอนพิเศษ ทำงานกับธุรกิจเอกชนบ้าง แต่ยังไม่เคยเห็นที่ขายทัปเป้อร์แวร์ หรือรับเป็นพิธีกรทัปเป้อร์แวร์

๖. เขาได้รับการยกย่อง จากสังคมอย่างมากพอสมควรตลอดจนยกย่องกันไปยกย่องกันมาในหมู่พวกเดียวกันอีกด้วยโดยใช้สรรพนาม เรียกกันไปเรียกกันมาว่า “อาจารย์” เช่น “แหม, วันนี้อาจารย์ดอกท้อ หน้าตาไม่สบายเลย ทั้งๆ ที่เพิ่งพาอาซ้อไปทัวร์ยุโรปมาหยกๆ” อาจารย์ไขลูกล่าว อาจารย์ดอกท้อตอบว่า “อาจารย์ไขลู ไม่ทราบหรือคะ ว่าหมู่นี้เดี๊ยนแองเชียสม้ากมาก มีเทนชั่นตบตีกันเพราะ แย่งกันสอนซัมเมอร์ค้า”

ความสำคัญผิดของนักศึกษาที่มีต่ออาจารย์ และสมควรแก้ไข

๑. นักศึกษาใหม่ส่วนมาก นึกว่าอาจารย์เป็นบุคคลพิเศษอันทรงความรู้ ความคิด ข้อเท็จจริงคือ อาจารย์ส่วนมากมิได้เป็นเช่นนั้น ตรงกันข้าม อาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนมาก เป็นผู้มีความรู้ความคิดเพียงแคบๆ เฉพาะในสาขาวิชาของตนเท่านั้น อย่าหวังอะไรมากไปกว่านั้น

๒. นักศึกษาอาจคิดว่า อาจารย์คือผู้หยั่งรู้โลกและสังคม ข้อเท็จจริงคือ อาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนมาก เป็นผู้ขาดประสพการณ์ชีวิตและขาดความรู้อันเกิดจากการได้สัมผัสกับความเป็นจริงในสังคม อาจารย์พูดถึงสังคมเหมือนกำลังพูดถึงสิ่งเลื่อนลอยบางอย่าง

๓. โปรดระลึกไว้เสมอว่า อาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนมาก สอนหนังสือไม่เป็นและมักจะบ่นว่าตามตำรา ตามตัวอักษร มากกว่าที่จะพยายามถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้น ด้วยวิธีการอันจะสร้างความเข้าใจให้เกิดแก่คุณ

๔. อาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนมาก ใช้ภาษาไทยไม่เป็น เพราะเขาเห็นเป็นของธรรมดาเกินกว่าที่จะทำความรู้จักกับมัน เขาจึงขาดเครื่องมือสำคัญในอาชีพ นอกจากใช้ภาษาไทยไม่เป็นแล้ว อาจารย์อีกร้อยละ ๙๖–๙๗ ก็ใช้ภาษาอื่นไม่เป็นอีกด้วย อย่าสำคัญผิดคิดว่าเมื่อเขาใช้ภาษาไทยไม่เป็นแล้วเขาจะใช้ภาษาฝรั่งเป็น-ไม่เป็นหรอกคู้ณ

๕. อาจารย์มหาวิทยาลัยครึ่งหนึ่ง ไม่แตกฉานในเนื้อหาวิชาที่ตนสอน เมื่อคุณเรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ทั้งๆ ที่คุณตั้งใจเรียน จึงมิใช่ความผิดของคุณทั้งหมดหรอก

๖. อาจารย์มหาวิทยาลัยกว่าครึ่ง ไม่ติดตามความก้าวหน้าในศาสตร์ที่ตนสอน ตลอดจนไม่เหลือบแล ข้อเท็จจริงในแง่การปฏิบัติการ เพราะละอายเกินไปที่จะยอมรับว่าตนยังไม่รู้อะไรอีกบ้าง

๗. อาจารย์มหาวิทยาลัยที่หย่อนประสิทธิภาพมากที่สุดได้แก่พวกที่สอนสังคมศาสตร์ เพราะเป็นสาขาวิชาที่ “รู้” ยาก และ “สอน” ยาก แต่บุคคลากรที่เข้ามาในแขนงสังคมศาสตร์กลับเป็นบุคคลากรที่มักจะด้อยคุณภาพ จึงไปกันใหญ่ไม่น่าประหลาดที่คุณไปฟังอาจารย์วิชาสังคมศาสตร์แขนงต่างๆ เช่น สังคมวิทยา สอนคุณเหมือนกับกำลังนินทาชาวบ้านให้คุณฟัง หรือไม่ก็เหมือนกับกำลังเล่าวิวัฒนาการของสังคมอเมริกาหรือสังคมจีนให้คุณฟัง ไม่ใช่สังคมไทย

๘. อาจารย์มหาวิทยาลัยที่เป็น สาวโสด มีเป็นจำนวนมาก คนกลุ่มนี้บางคนที่เขา “ทำใจ” กับวิถีชีวิตของตนเองได้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่อีกส่วนหนึ่งที่ “ทำใจ” ไม่ได้จะมีผลต่องาน และอย่าลืมว่า จริงๆ แล้ว งานอาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัยนั้น เป็นงานที่demand สมาธิ, intellectual capacity, objectivity และมี pressure พอสมควร คนที่ “ไม่เป็นกันเองกับตัวเอง” รับภาระงานชนิดนี้ได้โดยยากลำบาก

๙. อาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนมาก มาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วยสิ่งล่อหลอกเปลือกนอกของอาชีพนี้ เช่น การได้รับการยอมรับจากสังคม การได้ไปเมืองนอก เขามิได้มาเป็นอาจารย์เพราะเขารักอาชีพครู หรือมีวิญญาณแห่งการเป็นครู เขาเป็นครูเพราะเวรกรรมพามาและในที่สุดเวรกรรมของคุณ ก็พาคุณมาพบกับพวกเขา

๑๐. โปรดระวัง อาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นบุคคลที่มักสำคัญตนผิดได้ง่ายมาก เพราะโดยอาชีพ เขาคบหาสมาคมอยู่กับคนประเภท”ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันโง่” (สำนวนอันมีชื่อเสียงของคุณวิทยากร เชียงกูล) คนเขลารุ่นนี้เริ่มฉลาดขึ้นนิดหน่อยก็จากเขาไป คนเขลาคลื่นลูกใหม่ก็มาแทนที่ชีวิตของเขาเวียนว่ายอยู่กับ “คนเขลา” รุ่นแล้วรุ่นเล่า หาที่สิ้นสุดมิได้นานๆ เข้าจึงสำคัญตนผิด คิดว่าคนทั้งโลกมันเขลากันอย่างนั้นทุกคน ตัวเองฉลาดเป็นการถาวรอยู่แต่ผู้เดียว

๑๑. ในทางกลับกัน ก็อาจเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจได้เมื่อคนเขลาๆ ที่ตนเคยพบอยู่แต่เดิม เสือกฉลาดขึ้นมากมายในอีก ๓-๔ ปี ให้หลัง

๑๒. อาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนมากมาเป็นอาจารย์ด้วยจิตใจที่คิดจะมา “เอา” (take) มิใช่ จะมา “ให้” (give) คือ จะมา take อภิสิทธิ์ต่างๆ ทั้งในรูปธรรมนามธรรมของการที่ได้ขึ้นชื่อว่า เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เช่น ทุนการศึกษาไปต่างประเทศ ฯลฯ ฯลฯ จึงไม่น่าประหลาดใจแต่ประการใด ที่คนพวกนี้บางคน “ให้” แก่มหาวิทยาลัยได้น้อย และ “ให้” แก่นักศึกษาได้น้อย หลังจากที่ “สวาปาม” หยิบชิ้นปลามันไปรับประทานเรียบร้อยและชินชา ตลอดจนขับถ่ายหมดแล้ว

๑๓. คนที่ไม่ได้รักอาชีพครู จำนวนมากเหล่านี้ มีชีวิตประจำวันอย่างเซ็งๆ ไป ปีแล้วปีเหล่า ถึงเวลาเขาก็มา “ให้บริการ” การสอนพอให้หมด “หน้าที่” (และเขาจำกัดกรอบหน้าที่ของเขาให้แคบมากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้)

๑๔. ท้ายที่สุด ในสายตาของคน “แย่ๆ” เหล่านี้ นักศึกษาจึงถูกลอยแพและเป็นเพียง “instrument” แห่งการ “ดำเนินชีวิตประจำวัน” ของเขาเท่านั้น ไม่มีความหมายมากไปกว่านั้น

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2551

ขุ่นเคืองใจ

เมื่อวันก่อนเห็นความคิดเห็นของเพื่อนคนหนึ่งในเวบบอร์ด
ท่าทางกำลังมีปัญหากับสต๊าฟ (คือแพทย์ที่อาวุโสกว่า)
แต่เขาก็สรุปความคิดของเขาในตัวว่า
"ถึงอย่างไรเขาก็แก่กว่าเรา"

เป็นประเด็นให้ผู้เขียนคิดต่อมาว่า
"แล้วไง"
แก่กว่า มีสิทธิอู้มากกว่า
แก่กว่า ความคิดเห็นถูกเสมอ
แก่กว่า มีความถูกต้องมากกว่า
(อาจจะใช่ก็ได้ ความถูกต้อง = Right = สิทธิ)

เป็นมาแต่ไหนแต่ไรที่สังคมมนุษย์ให้ความเคารพนับถือผู้ที่อายุมากกว่า
เนื่องจากมีชีวิตมานานกว่าจึงมีประสบการณ์มากกว่า
และเนื่องจากมีประสบการณ์มากกว่า จึงเข้าใจเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นมากกว่า
คำแนะนำของผู้อาวุโสจึงมักถูกต้อง....

แต่ ด้วยความที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน
ผู้อาวุโสก็มีความคิดส่วนเป็นอัตวิสัย (subjective)
ซึ่งเป็นส่วนที่อาจจะไม่ได้รับประโยชน์จากประสบการณ์
ตรงนี้เป็นจุดให้เกิดความผิดพลาดในความคิดผู้อาวุโส
จนบางครั้งเป็นที่เห็นได้ประจักษ์ว่าผู้อาวุโสน่ะผิด....

สังคมควรเปิดกว้างให้ผู้ที่อ่อนวัยกว่าแสดงความคิดเห็นได้
แต่พูดตามตรง ตัวผู้เขียนเองก็รู้สึกไม่กล้าพูด
ทั้งที่รู้ว่าสิ่งที่ผู้อาวุโสพูดมาน่ะมันผิดโว้ย...
ได้แต่รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่ในใจ
ดีที่สมัยนี้มีอินเตอร์เนต พื้นที่ว่างๆที่ให้แสดงความคิดเห็นได้
เป็นแดนอิสระให้ชนชั้นกลางได้แสดงความคิดเห็น....

คิดไปคิดมา ก็หาข้ออ้างให้ตัวเอง
ที่ฉันไม่กล้าพูดไม่ใช่เพราะฉันผิดหรอกนะ
แต่เพราะสังคมที่ฉันเติบโตมาน่ะผิด
ที่ทำให้ฉันเติบโตมาเป็นคนไม่กล้าพูด
สังคมผิดตลอด
ผู้เขียนถูกเสมอ....

เรียนตลอดชีวิต

เรียนไปเรื่อยๆ

อนุบาล
ประถมศึกษา
มัธยมศึกษา
อุดมศึกษา
อุดมศึกษาอีกครั้ง
เกือบจะหมดแล้ว

แต่ก็ยังต้องเรียนอีก...
เรียนอีก...
แล้วก็เรียนต่อไปเรื่อยๆ

อายุ ๔๐ แล้วยังต้องไปเรียนหรือเปล่านะ....

วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2551

ความขี้เกียจ

อิทธิบาท ๔ ได้แก่

๑. ฉันทะ (ความพอใจที่จะทำกิจการงาน)
๒. วิริยะ (ความเพียรหรือขยันที่จะทำงาน)
๓. จิตตะ (ความเอาใส่ใส่ที่จะทำงานให้สำเร็จ)
๔. วิมังสา (การประเมินผลงานที่ทำแล้ว)

อบายมุข ๖ (ทางเสื่อม ๖ อย่าง) ได้แก่

๑. คบคนชั่วเป็นมิตร
๒. เกียจคร้าน
๓. เที่ยวกลางคืน
๔. เที่ยวตะลอนไม่มีแก่นสาร
๕. เล่นการพนัน
๖. ดื่มน้ำเมาพี้ยาเสพติด

พระ

ช่วงนี้มีเรื่องให้คิดเกี่ยวกับพระสงฆ์หลายเรื่อง

เรื่องน่าคิดมีดังต่อไปนี้
1. สมัยนี้จำนวนพระสงฆ์ที่บวชยาวตั้งแต่เป็นสามเณรจนเป็นพระสงฆ์มีมากน้อยขนาดไหน ?
2. พระสงฆ์ในประเทศไทยมีฐานะทางเศรษฐกิจก่อนเข้าสู่สมณเพศเป็นอย่างไร มีการกระจายตัวของชนชั้นแบบฆราวาสหรือไม่ มีชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง และรากหญ้าเป็นอัตราส่วนอย่างไร ?
3. ปัจจุบันองค์กรที่ปกครองคณะสงฆ์คือมหาเถรสมาคม มีความคิดเห็นอย่างไรกับสภาวการณ์ปัจุบัน และมีแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤตศรัทธาของวงการสงฆ์อย่างไรบ้าง ?

ประสบการณ์ในช่วง 3 เดือน เกี่ยวกับพระสงฆ์มีดังต่อไปนี้
1. แท็กซี่เล่าให้ฟัง ว่าก่อนที่จะรับหมอขึ้นมาเนี้ย รับหลวงพ่อมารูปหนึ่งบ่นว่ามาสวดศพรอบนี้ไม่คุ้มเลย เปิดซองมาได้ 100 บาทเอง แท็กซี่กลุ้มใจ หมอก็กลุ้มใจ
2. เห็นพระสงฆ์บิณฑบาตโดยการยืนอยู่ใกล้ร้านอาหารที่ขายชุดอาหารใส่บาตร เมื่อมีพุทธศาสนิกชนมาซื้ออาหาร ท่านก็จะรับบิณฑบาตทันที
3. พระสงฆ์เป็นกลุ่มที่มีการสักเป็นอย่างมาก เดิมผู้เขียนรู้สึกไม่ชอบคนที่สักยันต์ตามตัวอยู่แล้ว จึงรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเวลาเห็นพระสงฆ์สักลวดลายอักขระโบราณตามร่างกาย

เรื่องเหล่านี้ผู้เขียนคงหาคำตอบได้สักวัน อาจจะเป็นเมื่อผู้เขียนเข้าสู่ร่มกาสาวพักตร์.......

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2551

แพทย์และนักกฎหมาย

วิชาแพทยศาสตร์ และนิติศาสตร์มีความเหมือนกันหลายอย่าง ทั้งในแง่เนื้อหา และแนวทางการปฏิบัติ หลังจากที่ผู้เขียนได้เรียนวิชานิติศาสตร์มาระยะหนึ่ง ผู้เขียนได้สังเกตและลองเปรียบเทียบลักษณะของสองวิชานี้ และพอจะสรุปความเหมือนกันของสองวิชาได้ดังนี้

ประการแรก ทั้งสองวิชาเป็นความรู้ที่ใช้ในการประกอบวิชาชีพเหมือนกัน ซึ่งทั้งสองวิชานี้เคยอยู่เคียงคู่กันในการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยตั้งแต่สมัยโรมัน (หรือสมัยกรีก? ไม่ทราบเหมือนกัน รู้แต่ว่าโบราณ) วิชาที่สามคือนักบวช ซึ่งอยู่ในลักษณะเทววิทยา ทุกวันนี้การศึกษาคณะแพทยศาสตร์ และนิติศาสตร์ในอเมริกาก็ต้องการวุฒิปริญญาตรีในการเข้าศึกษา ไม่ได้แยกตัวเป็นคณะต่างหากอย่างในประเทศไทย

ประการที่สอง เนื่องจากเป็นวิชาเฉพาะ ทั้งสองนี้จึงมีศัพท์เทคนิคที่คนภายนอกไม่อาจจะทำความเข้าใจด้วยพจนานุกรมได้ เวลาหมอพูดกับหมอ หรือนักกฎหมายพูดกับนักกฎหมาย คนทั่วไปย่อมฟังไม่รู้เรื่อง

ประการที่สาม ขึ้นชื่อว่าความรู้ ก็ต้องมีความรู้ทั่วไป และความรู้เฉพาะทาง ในทางการแพทย์ วิชาหลักของการแพทย์ตั้งแต่สมัยโบราณก็คือ อายุรศาสตร์ และศัลยศาสตร์ อย่างที่มีสุภาษิตโบราณของ Hippocrates ที่ว่า What drugs will not cure, the knife will ในขณะที่ทางกฎหมายก็มีสองวิชาหลัก คือ กฎหมายแพ่ง และกฎหมายอาญา นักศึกษาที่เรียนจบจากคณะทั้งสอง เบื้องต้นจะมีความรู้ทั่วไป ไม่เจาะจง เมื่อมาเรียนต่อความรู้ก็จะลงลึกมากขึ้น มากขึ้น จนมักมีปัญหาบ่อยๆเรื่องการเรียนที่ลึกเกินไปจนขาดการมองภาพรวม เช่น อายุรแพทย์มีการเรียนหลักสูตรต่อยอดเป็นแพทย์ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบทางเดินหายใจ นักกฎหมายก็มีการเรียนต่อเฉพาะทางกฎหมายปกครอง กฎหมายลักษณะหนี้ ฯลฯ

เท่าที่ผู้เขียนนึกออก และเคยอ่านผ่านตาก็มีประเด็นอยู่สามประเด็นอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว ถ้านึกอะไรออกอีกจะมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมอีก...

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2551

นั่งคิด

เมื่อได้มีโอกาสนั่งคิด
ขณะนี้ผู้เขียนก็ได้็ทำตามความฝันไปส่วนหนึ่งแล้ว
-จบการศึกษาคณะแพทยศาสตร์
-ได้เรียนต่อเฉพาะทางสาขาที่ตัวเองใฝ่ฝันตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์คือ นิติเวชศาสตร์
-ได้เริ่มเรียนกฎหมายที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ความใฝ่ฝันอื่นๆที่กำลังตามมาก็ได้แก่
-ได้วุฒินิติศาสตร์บัณฑิต
-ได้เป็นหมอนิติเวชฯ
-ได้เป็นครูแพทย์
-ได้เขียนบทความทางวิชาการ
ฯลฯ

คิดๆดูมันก็น่าดีใจ
การได้มีโอกาสมานั่งคิด และชื่นชมชีวิตแบบนี้ ก็น่าดีใจ....
อยากให้ทุกคนได้มีโอกาสนั่งเฉยๆแล้วย้อนมองอดีตจนมาถึงปัจจุบัน...จะได้ดีใจกัน...