วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

พี่น้อง

เดี๋ยวนี้เวลาผู้เขียนไปร้านอาหาร หรือร้านค้าต่างๆ
ผู้เขียนจะเรียกคนขายหรือพนักงานเสิร์ฟโดยใช้สรรพนามบุรุษที่สองว่า "คุณ" "คุณคนขาย"
คือ ไม่เรียกว่าพี่ หรือน้องอีกต่อไป (สำหรับคนแปลกหน้า)
และมักจะรู้สึกหงุดหงิดถ้าหากว่าใครมาเรียกผู้เขียนว่า"น้อง" ผู้เขียนจะรู้สึกไม่พอใจร้านค้านั้นๆ และหมดอารมณ์ที่จะซื้อของที่ร้านนั้นๆ
ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้สึกอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่....

อาจเป็นเพราะเรื่องสถานะทางสังคมที่ผู้เขียนคิดไปเองคนเดียว...
ผู้เขียนรู้สึกว่าพี่น้องในลักษณะวงศ์ญาติของผู้เขียนก็คงมีเท่าๆเดิม ไม่มีเพิ่มขึ้นอีก คงมีแต่หลานที่จะเพิ่มขึ้น ผู้เขียนรู้สึกอีกเช่นกัน ว่าคำว่าพี่ หรือน้องผู้เขียนคงสงวนไว้ใช้กับคนในวงการสาธารณสุข รุ่นพี่น้องในระดับมหาวิทยาลัย หรือคนที่สนิทในระดับหนึ่ง

อาจเป็นเพราะผู้เขียนถูกเรียกว่าหมอซะจนเคยชิน
กลายเป็นอภิสิทธิชนเกือบเต็มรูปแบบ....

วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551

คนดีที่ก้าวร้าว

เมื่อตอนที่ไปค่ายอาสาฯขณะเป็นนักเรียนแพทย์ เรื่องหนึ่งที่จำได้จนติดใจถึงทุกวันนี้ คือเรื่องคนดีทีก้าวร้าว

พี่ค่ายคนหนึ่งได้พูดเรื่องนี้ในวงประชุมเช้า

ประเด็นคือ ในสังคมปัจจุบันที่มีแต่ความวุ่นวาย แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น คนในสังคมมักไม่กล้าทำความดี และปล่อยให้เรื่องราวต่างๆในสังคมเป็นไปตามทางของมัน พี่ค่ายท่านนั้นจึงอยากเสนอให้พวกเราลองเป็นคนดีที่ก้าวร้าว ในความหมายของพี่คนนั้น คนดีที่ก้าวร้าว คือ คนที่กล้าที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง และมั่นใจในความดีที่ได้กระทำ เพื่อให้สังคมนี้น่าอยู่ และมีสภาพที่ดีขึ้นกว่านี้...

ช่วง 2-3 สัปดาห์ ผู้เขียนย้อนระลึกถึงคำพูดนี้อีกครั้ง เพราะคนดีมัวแต่ไม่กล้า สังคมจึงเป็นแบบนี้ ไม่กล้าที่จะบอกว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดถูก จริงอยู่ที่ว่าสังคมปัจจุบันเป็นสังคมสมัยใหม่ มีความสลับซับซ้อน มีภาพรวมเป็นสีเทา ไม่มีขาว-ดำ แบบสังคมในอดีต ความดี-ชั่วขึ้นกับมุมมอง หรือทัศนคติของคนในสังคม บางคนก็เรียกสังคมยุคปัจจุบันว่า ยุคแห่งความไม่แน่นอน (age of uncertainty)

แต่กับบางเรื่อง ทั้งๆที่คนธรรมดา ไม่จำเป็นต้องเป็นวิญญุชน(รากศัพท์จาก pater familias แปลว่าคนที่มีความดีขนาดเป็นหัวหน้าครอบครัวได้)ก็สามารถบอกได้ ว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดถูก เป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐาน คนในสังคมปัจจุบันกลับปล่อยปละละเลย ให้เกิดขึ้นเรื่อยๆเรื่อยๆ ไม่มีใครพูดถึง หรือไม่มีใครลุกขึ้นมาประกาศว่าสิ่งนี้คือความชั่ว จงรังเกียจความชั่วนี้ และอย่าทำมันอีก...

สังคมวันนี้ต้องการคนดีที่ก้าวร้าวจริงๆ...

วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2551

การเรียนครึ่งวัน กับทัศนคติของนักปกครองไทย

ผู้เขียนพึ่งได้ทราบจากน้องชายว่าขณะนี้ นักศึกษาแพทย์ปี 3 มีการจัดตารางสอนแบบใหม่ คือเรียนครึ่งวันเช้า หลังจากนั้นจะหยุดเรียนในช่วงบ่าย เพื่อให้นักศึกษาไปอ่านหนังสือ หรือหาความรู้แบบอื่นๆ แล้ววันถัดไปก็ใช้ความรู้ที่ได้จากการศึกษาด้วยตนเองมาทำ KSA สรุปคือมีการบรรยายน้อยลง มีการเรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้น

แนวความคิดนี้เป็นแนวความคิดที่น่าสนใจ ผู้เขียนรู้สึกเห็นด้วย น่าจะทำให้นักศึกษาแพทย์ผ่อนคลายมากขึ้น เพราะมีการบรรยายน้อยลง อ่านหนังสือมากขึ้น และมีเวลาว่างมากขึ้น

แต่ถ้าผู้เขียนมองในมุมมองแบบนักปกครองไทย ก็คงจะได้แนวความคิดเช่นนี้

"ปล่อยให้นักศึกษาไปอ่านหนังสือเอง! เดี๋ยวพวกเด็กๆก็คงจะเอาเวลาไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า ไม่เป็นโล้เป็นพายหรอก พวกนี้ชอบอยู่แล้ว เรื่องไม่ต้องเข้าเรียนน่ะ คงไม่มีใครมานั่งบ้าอ่านหนังสือเองหรอก เพื่อนๆไปเที่ยวกันหมดแล้วนี่ โอ๊ยการศึกษาแพทยศาสตร์ ล่มจมกันแน่..."

เนื่องจากชนชั้นปกครองของไทยก็มักจะมองประชาชนในลักษณะที่ว่า คนเหล่านี้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน มากกว่าประโยชน์ส่วนรวม รับเงินจากนักการเมือง คิดถึงแต่การเมืองท้องถิ่น ชอบนโยบายประชานิยม เลือกตั้งจนได้นายกรัฐมนตรีชื่อสมัคร สุนทรเวช ระบอบประชาธิปไตยไม่เหมาะกับคนไทย สิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องของฝรั่ง การปกครองของคนไทยควรต้องมีผู้ชี้นำ การปล่อยให้ประชาชนตัดสินใจเอง เท่ากับปล่อยประเทศให้ล่มสลาย เป็นภัยต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์...

และเชื่อได้เลย ว่านักศึกษาแพทย์ส่วนหนึ่งย่อมไม่ต้องการวิธีเรียนแบบนี้ เพราะต้องอ่านหนังสือเองเป็นหลัก การให้คนอื่นมาพูดให้ฟังย่อมสะดวกสบายกว่า เหมือนกับอย่างที่คนไทยส่วนหนึ่งต้องการคืนอำนาจให้กับพระมหากษัตริย์ ยกเลิกการปกครองในระบอบประชาธิไตย...

อ้อๆ ลืมไปๆ พวกเราเป็นปัญญาชนนี่ การศึกษาแบบนี้แหละเหมาะสำหรับพวกเราแล้ว เพราะพวกเราไม่ใช่คนธรรมดา พวกเราเป็นผู้มีการศึกษา ย่อมมีความสามารถตัดสินใจ เลือกสิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว พวกเราจะต้องขยันเรียน มุ่งมั่นหาความรู้ เพื่อนำความรู้ที่ได้มาช่วยประชาชนต่อไป ต่อต่อไป...

วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551

รับน้องอีกครั้ง

ตอนนี้ก็ผ่านมาถึงช่วงรับน้องอีกครั้ง
งานรับน้องปีนี้ก็ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หัวสีอีกตามเคย
ลักษณะเดิมๆ ซึ่งก็มักเป็นมหาวิทยาลัยในระดับภูมิภาค
หรือพวกนักเรียนสายอาชีพ

มหาวิทยาลัยของรัฐในกรุงเทพฯไม่มีปัญหารับน้องมาหลายปีแล้ว
ไม่ทราบว่าด้วยกลไกอะไร เข้าใจว่าเป็นเรื่องสถานะของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้นๆด้วยหนึ่ง
และสภาพแวดล้อมของสังคมด้วยอีกหนึ่ง

ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าจะมีคนรู้กี่คนว่าที่เขาพูดต่อๆกันมาว่าประเพณีรับน้องเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานนั้น จริงๆแล้วมีความจริงครึ่งเดียว

ระบบรับน้องมีมานานจริง แต่ไม่ได้อยู่คู่สังคมไทยโดยตลอด เมื่อช่วงปี 2516-2519 ช่วงที่เป็นยุครุ่งเรืองของเสรีภาพ นักศึกษารุ่นน้องหัวก้าวหน้าสามารถต่อสู้ทางอุดมการณ์กับรุ่นพี่ จนทำให้ไม่มีประเพณีรับน้องในหลายมหาวิทยาลัย เพราะพวกเขาเชื่อว่าการรับน้องเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นศักดินาอย่างหนึ่งในสังคม

จนกระทั่งหมดยุคคนเดินตุลา เผด็จการเจริญงอกงามอีกครั้ง ระบบหรือประเพณีรับน้องก็กลับมาใหม่...

หลายครั้งผู้เขียนตั้งคำถามถึงระบบอุปถัมป์ในสังคมไทย (แต่เดิมผู้เขียนมักใช้คำว่าระบบเส้นสาย แต่เนื่องจากเพื่อความทันสมัย เลยใช้คำว่าระบบอุปถัมป์) ว่ามันสิ่งที่ชอบธรรมหรือไม่ สำหรับสังคมสมัยใหม่ที่วัดคุณค่าของคนจากผลงาน จากพฤติกรรมที่แสดงออกระหว่างการทำงาน ไม่ได้วีดจากสถานภาพทางสังคม (หรือชนชั้น)แบบสมัยก่อน....

มีบางคนบอกว่าระบบอุปถัมป์บางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายทั้งหมด ผู้เขียนไม่ชอบใจเอาเสียเลย.....

ตอนนี้คนในสังคมเอาคุณธรรม หลักธรรมต่างๆมาปนกันมั่วไปหมด ความกตัญญู การตอบแทนคุณ ความเอื้ออารีจากผู้ใหญ่ให้ผู้น้อย ขยุ้มรวมกันจนได้ระบบอุปถัมป์ขึ้นมา......

วันนี้ง่วงนอนคิดไม่ออกแล้ว....

วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2551

เป็นผู้ใหญ่

เมื่อตอนที่ยังเป็นเด็ก
ผู้เขียนรู้สึกรังเกียจความชั่วทั้งปวง
ทั้งสิ่งที่ผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นความชั่วเอง
และสิ่งที่สังคมรอบข้างบอกผู้เขียนว่าสิ่งนั้นๆคือความชั่ว
ผู้เขียนรู้สึกเกลียดระบบเส้นสาย
ผู้เขียนรู้สึกเกลียดการพนัน
ผู้เขียนรู้สึกเกลียดการแบ่งแยกชนชั้น
ผู้เขียนรู้สึกว่าคนที่แกล้งผู้เขียนน่าจะไปตายให้หมด....เพราะมันเป็นคนชั่ว

เปรียบเทียบกับวันนี้
วันที่สังคมบอกว่าระบบเส้นสายบางครั้งก็เป็นเรื่องที่ดี
วันที่หวยบนดินเป็นเรื่องถูกกฎหมาย
วันที่ผู้เขียนรู้สึกดีที่ตัวเองมีอภิสิทธิ์
วันนี้ผู้เขียนรู้สึกเฉยๆกับเรื่องเหล่านี้
เพราะว่ามันคือความจริง
ความจริงของสังคม
สังคมที่ต้องมีทั้ง Hero และ Creep

วันนี้ผู้เขียนเป็นผู้ใหญ่แล้วนี่เอง....

วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

หมอเจ็บ หมอก็เป็นคนธรรมดา

หมอเจ็บเป็นภาพยนตร์ตลกเบาสมองที่ออกฉายในปี 2547 นำแสดงโดย พอล ภัทรพล ศิลปาจารย์(หมอพาย)และจิบบี้ ตะวัน แซ่ตั้ง(หมอถุน) กระแสตอบรับของภาพยนตร์เรื่องนี้นับว่าดี นักศึกษาแพทย์จริงๆก็ชอบ นักเรียนในอินเตอร์เนตหลายคนก็บอกว่าได้รับแรงบันดาลใจจากหนังเรื่อนี้มาก อยากเป็นหมอหลังจากดูภาพยนตร์จบ

เนื้อหา
เรื่องมีอยู่ว่า หมอพายและหมอถุนเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 6 หรือ extern อยู่ที่คณะแพทยศาสตร์แห่งหนึ่ง (ซึ่งใช้ฉากเป็นโรงเรียนเทพศิรินทร์) ซึ่งหมอทั้งคู่เป็นหมอที่แสบๆคันๆ ไม่เหมือนนักศึกษาแพทย์คนอื่น ถึงแม้ว่าจะทำตัวดูแย่ แต่จิตใจก็เป็นคนดีงาม รักชีวิตเพื่อนมนุษย์ ในปีนี้พวกเขาต้องไปใช้ชีวิตในชนบท และเรียนรู้การอยู่ในโรงพยาบาลชุมชน การค้นคว้าวิจัย รวมทั้งการอยู่ด้วยกันในสังคม และอื่นๆ ในตอนจบหมอพายต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการสอบกับการช่วยเหลือชีวิตคนไข้ ซึ่งเรื่องราวก็จบแบบแฮปปี้เอนด์ดิ้ง ผู้เขียนคิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่สนุกดี ดูเพลินๆ แฟนของหมอพายก็หน้าตาดี...

จุดบอด
ดูๆไป หนังเรื่องนี้จะมีหมอสุดขั้วอยู่ 2 แบบ คือแบบหมอพาย และหมอถุน คือ ภายนอกดูเลว แต่งตัวไม่เหมือนหมอ เอาแต่ซิ่งมอเตอร์ไซค์ ดูภาพพจน์ไม่ดี มาทำงานก็สาย ตอนเช้าก็ไม่รู้เคส ต้องให้เพื่อนช่วยใบ้ แต่จริงๆแล้ว พวกเขาก็ตั้งใจทำงานเพื่อคนไข้ ถึงแม้จะไม่เคยผ่าตัด ก็พยายามผ่าตัดเพื่อช่วยเหลือชีวิตคนไข้ โดยไม่คิดถึงผลที่ตามมา... โอ้ช่างน่าสรรเสริญ เปรียบเทียบกับหมออีกแบบ คือรูมเมทของพวกเขา และผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่พวกเขาไปอยู่ คือ ใส่แว่น หน้าตาไม่เป็นมิตร ทำงานแบบ "รักษาภาพพจน์" เอาจริงเอาจังกับการเรียน ถึงกับล็อกตู้หนังสือเพื่อไม่ให้เพื่อนรู้ว่าตัวเองใช้หนังสืออะไร พร้อมที่จะโยนความผิดให้กับคนอื่นเวลางานมีแนวโน้มจะผิดพลาด เรื่องที่มีหมอสุดขั้ว 2 แบบ ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นจุดบอดของหนังเรื่องนี้ ซึ่งคล้ายๆกับหนังไทยอีกหลายเรื่องที่เนื้อเรื่องมีแนวโน้มที่จะสุดขั้ว ไม่มีสีเทา หรือคนแบบกลางๆ อยู่ในเรื่อง ทำให้เรื่องดูไม่สมจริง และผู้เขียนเองก็รู้สึกว่าไม่อยากเป็นหมอทั้งสองแบบ ถึงแม้หมอพายกับหมอถุนจะเป็นคนดี แต่เรื่องมาไม่ตรงเวลาเป็นเรื่องที่ผู้เขียนรู้สึกถือสาเป็นอย่างมาก เพราะหมอทำงานกับคนหลายคน ถ้าหมอมาสายสักคน งานหลายๆอย่างจะเริ่มไม่ได้ คนไข้ก็ต้องคอยนานขึ้น พยาบาลและเภสัชกรก็ต้องเลิกงานช้าตาม หมอคนอื่นๆที่มาตรงเวลาก็ต้องโหลดงานมากขึ้น มีแต่ผลเสีย

เป็นหมอเพราะอะไร
นักศึกษาใหม่มักจะถูกตั้งคำถามเวลาสอบเข้า ว่าเลือกเรียนคณะนี้ๆ เพราะอะไร ในเรื่องหมอเจ็บ หมอพายมาเป็นหมอเพราะพี่ชายเห็นว่าอาชีพหมอจำเป็นต่อการใช้ชีวิตในยุคสงคราม เช่นเดียวกับทหาร หมอพายจึงเลือกเรียนหมอตามที่ครอบครัวต้องการ เป็นความเป็นจริงอย่างหนึ่งของสังคมไทยที่หนังแสดงให้เห็น เด็กไทยนั้นมีโอกาสที่จะเลือกเรียนในสิ่งที่ตนเองต้องการน้อย เพราะปัจจัยหลายอย่าง ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม หวังว่าในอนาคต เด็กไทยที่เรียนเก่งจะมีทางเลือกมากกว่าหมอ และวิศวกร

เกิดเป็นหมอ
"เกิดเป็นหมอ" เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย แต่งโดยนายแพทย์วรวิทย์ วิศิษฐ์กิจการ หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลวรรณกรรมไทยบัวหลวง ของธนาคารกรุงเทพ ในปีพ.ศ.2519 ผู้เขียนคาดเดาว่าคงเป็นสื่ออีกสื่อที่เป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งในนักเรียน
เลือกเรียนคณะแพทยศาสตร์ พี่หมอในเรื่องเขียนจดหมายมาเล่าเรื่องราวการปฏิบัติงานในชนบทให้กับน้องเล็ก
ฟังเป็นจำนวน 20 ฉบับ มีเนื้อหาหลากหลายตั้งแต่ความสนุก ความประทับใจ ความน่าสลดใจที่พี่หมอมีต่อวงการสาธารณสุข และความขัดแย้งระหว่างพี่หมอ และเพื่อนพี่หมอที่ไม่ได้กลับไปชนบทแบบพี่หมอซึ่งเป็นจุดไคลแมกซ์ของเรื่อง มีคำพูดเด็ดๆหลายคำ เช่น "อุดมคติมันกินไม่ได้หรอก นายมันโง่" "อย่างน้อยก่อนที่เราจะช่วยคนอื่น ก็ต้องช่วยตัวเองก่อน" "ในกรุงเทพฯ นายเป็นเพียงไฟดวงเดียวท่ามกลางความสว่างไสว" "ยังมีคนอื่นที่เขายากแค้นกว่านายมากนัก นายไม่คิดจะช่วยเขาบ้างหรือ" เหตุผลของทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นความจริง

ฉากหนึ่งในเรื่องหมอเจ็บที่ทำให้ผู้เขียนคิดถึงเรื่องเกิดเป็นหมอ คือฉากการเลือกปฏิบัติงานซึ่งแพทย์จบใหม่ทุกคน แม้แต่หมอพายก็เลือกที่จะปฏิบัติงานในพื้นที่มีความเจริญ บางคนถึงกับมีครอบครัวมาให้กำลังใจ แฟนหมอพาย(ที่หน้าตาดี)ก็ออดอ้อนให้หมอพายทำงานในเมืองใหญ่ๆ มีความเจริญ หมอพายก็อยากทำแบบนั้นเพราะอยากร้องคาราโอเกะ ผู้เขียนไม่ได้รู้สึกต่อต้านความคิดแบบนี้ แค่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของ...(อะไรบางอย่าง ที่นึกคำไม่ออก)...ของสังคมไทยเท่านั้น

ผู้หญิงของหมอพาย
ชูชกเคยตรึกตรองไว้ว่า "สตรีนี้เป็นเกาะแก่งกีดกระแสกุศล มีมัจฉริยะมืดมนคือตัวมาร ยามเมื่อสามีจะทำทานมักทำลาย ด้วยแยบคายคอยค้อนติงเข้าทักท้วงให้ทอดทิ้งเสียศรัทธาผล" เหมือนในเรื่องตอนที่แฟนหมอพายพยายามออดอ้อนว่าไม่อยากไปอยู่บ้านนอก เปรียบเทียบกับจีระนันท์ที่ตามเสกสรรค์ไปสู้รบในป่า นี่ก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่ผู้เขียนได้จากในภาพยนตร์ ถึงแม้ในกรณีจีระนันท์บางคนจะว่าเธอเสแสร้งก็ตาม (แกล้งทำตัวมีอุดมการณ์ เพื่อหาเรื่องเข้าป่า)

หมอเป็นคนธรรมดา
สิ่งที่สังคมไทยได้รับรู้อย่างหนึ่งในห้วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา และหนังเรื่องหมอเจ็บได้มาตอกย้ำ คือแนวคิดที่ว่าหมอมีสถานะเป็นคนธรรมดา ไม่ได้เป็นเทวดา เมื่อเป็นคนธรรมดาก็ไม่แตกต่างจากคนทั่วไป เป็นคนที่ประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงตนเอง และครอบครัว ไม่ใช่เรื่องผิดถ้าจะแสวงหากำไรจากความเจ็บป่วย เป็นเรื่องของการบริการ และการทำธุรกิจ เมื่อเป็นคนธรรมดา ทำผิดก็ต้องรับโทษ ถึงแม้จะไม่ตั้งใจ ถึงแม้จะทำไปด้วยความหวังดี แต่เนื่องจากไม่ได้เป็นเทวดา จึงต้องรับโทษเช่นเดียวกับคนทั่วไป...

ชื่อเรื่องก็เห็นอยู่แล้ว ว่าหมอเป็นคนธรรมดา หมอจึงเจ็บได้...

แนวคิดเหล่านี้ ผู้เขียนเองก็ไม่ได้รู้สึกซีเรียสอะไรมากนัก เพียงแต่อยากจะนำเสนอเพื่อความบันเทิงแบบ pessimistic บ้าง...

วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ความเป็นหมอนี่เอง

ผู้เขียนนึกออกแล้ว
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เปลี่ยนแปลงไป ก็คือ ผู้เขียนเป็นหมอแล้วนี่เอง....

ไปอ่านเจอบทความของนายแพทย์ประเวศ วะสี น่าอ่าน จึงเอามาสรุป และแบ่งปันกัน

ศักยภาพของแพทย์
สถานะ 4 อย่างที่ทำให้หมอเหนือกว่าคนทั่วไป
1. ฐานะทางเศรษฐกิจ ถึงแม้จะไม่ร่ำรวย แต่ก็ไม่มีวันจน
2. สติปัญญา
3. สถานภาพทางสังคม
เพราะ ข้อ 1,2,3 แพทย์จึงสามารถทำประโยชน์ให้กับสังคมได้มากกว่าประชาชนที่ต้องหาเลี้ยงปากท้องไปวันๆ
4. มีทางเลือก สามารถทำประโยชน์ได้หลายด้าน ทั้งการบริการ การวิจัย การให้การศึกษา
เพราะสถานะทั้ง 4 อย่างของแพทย์ ทำให้แพทย์มีศักยภาพสูงในการสร้างความสุข และเสริมสร้างสุขภาพให้กับสังคม

น่าสนใจและน่านำไปปฏิบัติครับ...