วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2551

การเรียนการสอน....

มีเรื่องที่เคยได้ยินมาอยู่เรื่องหนึ่ง

มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ให้นักศึกษาเป็นผู้ที่สามารถกำหนดอาจารย์ผู้สอนในแต่ละวิชาได้
เนื่องจากยึดหลักที่ว่านักศึกษาที่เป็นผู้เรียนย่อมรู้ดีที่สุึดว่าอาจารย์คนไหนสมควร
สอนวิชาไหน ถามว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้จะสามารถผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพออกไปสู่สังคมได้หรือไม่.....

คำตอบ คือ ไม่

เพราะนักศึกษาย่อมเลือกผู้สอนที่จะให้ผลประโยชน์กับตัวเองมากที่สุด....
นักศึกษาจะเลือกผู้สอนที่ให้คะแนนดี ใจดี(ในความคิดของนักศึกษา) ปล่อยเกรดง่าย ฯลฯ
ทำให้มหาวิทยาลัยประสบความล้มเหลวในที่สุด....
เรื่องนี้ได้มาจากหนังสือ constitutionalism

อีกเรื่องหนึ่ง....
เกี่ยวกับกิจกรรมวิชาการเย็นวันศุกร์ที่คณะผู้เขียน ซึ่งจะจัดในเวลา 15.00-17.00 น.
ลักษณะกิจกรรมก็คือการบรรยายหัวข้อวิชาการ สลับกับเรื่องข่าวสารวงการแพทย์
บางสัปดาห์ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับกรณีศึกษาผู้ป่วยที่ยาก หรือตายโดยไม่ทราบสาเหตุ
เรียก CPC clinico-pathological conference
ในปีการศึกษาที่ผ่านมา
ฝ่ายการศึกษาของคณะผู้เขียน ได้อนุญาตให้นักศึกษาไม่ต้องเซ็นชื่อในการเข้าฟังบรรยาย
เนื่องจากรองคณบดีฯคนใหม่ไว้ใจในตัวนักศึกษา
นักศึกษาแพทย์เป็นผู้มีความรับผิดชอบ ใฝ่รู้ใฝ่ศึกษา
ไม่มีความจำเป็นต้องเซ็นชื่อเพื่อบังคับให้นักศึกษาเข้าฟัง.....

ผลก็คือ
นักศึกษาเข้าฟังบรรยายน้อยมาก ได้ข่าวว่าไม่ถึงครึ่ง

ทำให้ทางคณะเปลี่ยนใจให้นักศึกษาเซ็นชื่อเข้าฟังบรรยายเหมือนเดิม
เนื่องจากอะไร?
ผู้เขียนเดาเอาเองว่ากิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์
กิจกรรมนี้สามารถทำให้นักศึกษาสามารถพัฒนาความรู้ได้
ทำให้นักศึกษาเป็นคนที่มีคุณภาพ ฯลฯ

ซึ่งทางคณะได้พิจารณาแล้ว
คิดว่ากิจกรรมนี้มีประโยชน์ต่อนักศึกษาแน่ๆ
จึงจัดกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อนักศึกษาเอง.....

วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

ค่ายอาสาพัฒนากับสังคมที่เปลี่ยนไป

ค่ายอาสาพัฒนาเป็นกิจกรรมชมรมคู่มหาวิทยาลัยในประเทศไทยมานาน กลุ่มอาสามหาวิทยาลัยมหิดลเองก็มีอายุถึงสี่ทศวรรษ เป็นกิจกรรมในฝันของหนุ่มสาวที่เข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยที่อยากจะมีส่วนร่วม
ในการพัฒนาสังคม เป็นกิจกรรมที่ถูกกล่าวขานตามสื่อต่างๆถึงความดีงามของนักศึกษา
ที่เสียสละแรงกายแรงใจทำค่าย


บทความชิ้นนี้เป็นการรวบรวมความรู้ของผู้เขียนที่มีเกี่ยวกับการดำเนินงานค่ายอาสาฯ
ในประเทศไทย ไม่จำเพาะเจาะจงถึงมหาวิทยาลัยใดโดยเฉพาะ และตั้งคำถามต่อการ
ดำเนินกิจกรรมค่ายอาสาฯในสังคมไทยปัจจุบัน

วัตถุประสงค์ของค่ายอาสา
ค่ายอาสาฯของมหาวิทยาลัยต่างๆย่อมมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานแตกต่างกัน ขึ้นกับผู้จัดตั้งชมรมอาสาฯนั้นๆ หรือคณะกรรมการดำเนินงานในปีนั้นๆ ซึ่งถ้ากล่าวโดยสรุป วัตถุประสงค์หลักของค่ายอาสาฯจะมีอยู่สองข้อ คือ ๑) พัฒนาตัวนักศึกษาผู้ดำเนินกิจกรรม และ ๒) พัฒนาสังคม (เช่น การสร้างถาวรวัตถุ การพัฒนาสิ่งแวดล้อม) การดำเนินงานค่ายอาสาฯก็จะอิงกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีวัตถุประสงค์อื่นๆตามแต่โอกาส เช่น ช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ หรือเฉลิมพระเกียรติฯ

ค่ายอาสากับการช่วยเหลือสังคม
ในช่วงแรกของการดำเนินแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พื้นที่ในชนบทเป็นแหล่งทุรกันดารมาก เนื่องจากรัฐยังกระจายความเจริญไปไม่ถึง ชาวค่ายฯเป็นผู้บุกเบิกความเจริญผ่านทางกิจกรรมของค่ายอาสาฯ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านวัตถุ เช่น การสร้างอาคารเรียน หรือทางสังคม เช่น การเดินทางของผู้ว่าราชการจังหวัดไปยังอำเภอนั้นๆเป็นครั้งแรก การสร้างแรงบันดาลใจกับเด็กนักเรียนในพื้นที่ ฯลฯ ซึ่งขณะนี้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯได้ดำเนินมาถึงฉบับที่ 10 แล้ว สภาพสังคมชนบทในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปมาก คนวัยหนุ่มสาวเข้ามาทำงานในเมือง ความแพร่หลายของโทรศัพท์มือถือ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นโจทย์สำคัญของค่ายอาสาฯในการดำเนินงานต่อไปภายใต้สังคมปัจจุบัน


ค่ายอาสากับการฝึกปฏิบัติงาน
นักศึกษาหลายคนมองว่าการเข้ามาทำงานในกิจกรรมค่ายอาสาฯเป็นโอกาสอันดีในการฝึกปฏิบัติงาน ฝึกกระบวนการคิด การบริหารจัดการ เพื่อประโยชน์ในการทำงานในอนาคต โดยมองการช่วยเหลือสังคมเป็นเรื่องรองลงไป ผู้เขียนมองว่าจุดมุ่งหมายในการทำงานเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ไม่สามารถบังคับได้ แต่มุมมองเหล่านี้ได้ถูกต่อต้านจากอดีตนักศึกษาที่เคยทำกิจกรรมค่ายอาสาฯในเวบไซต์แห่งหนึ่ง โดยให้เหตุผลว่านักศึกษาไม่ได้กระทำตนให้เป็นประโยชน์กับสังคมสมกับที่ประชาชนได้จ่ายภาษี และไม่ได้ทำเพื่อมวลชนจริงตามสัญญาประชาคมที่ได้ให้ไว้ ซึ่งเป็นมุมมองที่น่าสนใจ


ปัจจุบันอันโหดร้าย
การดำเนินงานค่ายอาสาในปัจจุบันเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ชีวิตการเป็นนักศึกษามีสิ่งต้องทำเยอะขึ้น เวลาที่นักศึกษาสามารถทุ่มเทกับการทำงานค่ายอาสาฯมีน้อยลง การกระจายอำนาจการปกครองไปยังท้องถิ่น นอกจากนี้ กิจกรรมค่ายอาสาฯยังได้รับเงินสนับสนุนจากทางมหาวิทยาลัยน้อยเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่าย ทางค่ายอาสาฯต้องดิ้นรนหาเงินทุนจากแหล่งต่างๆมากขึ้น กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์อาจจะต้องลดลงเพื่อให้ได้มาซึ่งการหาเงินทุน

การเข้ามาของกลุ่มทุน
เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตามสภาพเศรษฐกิจ ค่ายอาสาฯได้ปรับตัวเปิดรับทุนจากภาคเอกชนมากขึ้น เช่น บริษัทผลิตเครื่องดื่มบำรุงกำลัง บริษัทผลิตวัสดุก่อสร้างที่เปิดใหม่และต้องการทำตลาด เป็นประเด็นที่น่าตั้งคำถามต่อการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคเอกชนว่าเป็นการสมควรหรือไม่ เป็นการขัดต่ออุดมการณ์ เป็นการยอมสยบต่อกลุ่มทุน หรือเป็นสถานการณ์ที่ยอมรับได้ คือ ค่ายได้เงิน บริษัทได้รับการประชาสัมพันธ์เชิงบวกกับมวลชน เป็น win-win situation หรือไม่

อนาคต?
โดยภาพรวมค่ายอาสาฯเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์กับทั้งสังคม และนักศึกษาผู้ร่วมกิจกรรม แต่ภายใต้สภาพสังคมปัจจุบัน ค่ายอาสาฯจะดำเนินการต่อไปได้ ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของสมาชิกในชมรม ช่วยกันแก้โจทย์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และกิจกรรมของค่ายอาสาฯควรมีการปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลง ปรับสภาพให้ยืดหยุ่นไปตามสภาพสังคม แต่ก็ต้องพึงยึดมั่นในวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งค่าย เพื่อไม่ให้ค่ายอาสาฯเสียความเป็นตัวของตัวเองไป สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอฝากข้อความที่อยู่ในใจผู้เขียนเสมอเมื่อนึกถึงค่ายอาสาฯ “ชาวค่ายสร้างโรงเรียน โรงเรียนก็สร้างชาวค่าย”