http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P7762307/P7762307.html
http://www.economist.com/world/asia/displaystory.cfm?story_id=13496103
http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/8012145.stm
วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552
นาฬิกา และความศักดิ์สิทธิ์
ในค่ายอาสา จะมีกรรมการอยู่หนึ่งฝ่าย เรียกว่าผู้รักษาเวลา
เขาคนนี้จะมีหน้าที่รักษาเวลาให้กับชาวค่าย
โดยการใช้นกหวีดเป่าให้ชาวค่ายทุกคนได้ยิน
เป็นการเตือนชาวค่ายว่าถึงเวลาทำกิจกรรมนั้นๆแล้ว
และเป็นบอกเวลาชาวค่ายไปในตัว
ครั้งหนึ่งในวงประชุมเช้า
มีพี่ค่ายคนหนึ่งเสนอให้พวกเราชาวค่าย
ปลดปล่อยตัวเองออกจากพันธนาการของเวลา
เพราะไหนๆก็มาค่ายแล้ว
ลองไม่สนใจเวลาดูบ้าง
ถอดนาฬิกาข้อมือออกเสีย
ปล่อยตัวเองให้หลุดพ้นจากกรอบของเวลา
ที่คอยบังคับให้เราต้องทำโน่นทำนี่ตามกำหนดการประจำวัน
แล้วทำตามผู้รักษาเวลา เมื่อผู้รักษาเวลาให้สัญญาณ
เมื่อได้ยินดังนั้น น้องๆชาวค่ายก็ประทับใจ
จึงลองทำตาม แล้วก็รู้สึกดีๆกับการไม่ต้องคอยมองดูนาฬิกา
อย่างที่เคยทำในชีวิตประจำวัน
จนกระทั่งเวลาผ่านไป
ความที่พี่ๆค่ายอยากให้น้องค่ายรู้สึกดีๆแบบที่ตัวเองเคยรู้สึกบ้าง
จึงบอกกับน้องค่ายใหม่
ว่าให้ถอดนาฬิกาข้อมือออก จะได้ไม่ต้องดูเวลา
แล้วจะรู้สึกสบายใจ
โดยลืมไป ถึงเหตุผลที่แท้จริงที่นำมาซึ่งความสบายใจนั้นๆ
และกลับกลายเป็นว่าพี่ค่ายบางส่วนเข้าใจว่า
การไม่ใส่นาฬิกาข้อมือ เป็นการกระทำเพื่อให้เวลาของผู้รักษาเวลนั้น
เป็นเวลาที่ศักดิ์สิทธิ์
มีเฉพาะผู้รักษาเวลาเท่านั้นที่รู้เวลาที่แท้จริง
เมื่อผู้รักษาเวลาบอกเวลา จะได้ไม่มีใครโต้เถียง
จะเห็นได้ว่า ปัญหาที่เกิดคือความหวังดีที่เปี่ยมล้นของพี่ค่าย
ที่อยากให้น้องค่ายให้รับสิ่งดีๆที่ตนได้รับ
จนลืมกระบวนการของการคิดพิจารณาว่าจะให้ได้สิ่งดีๆนั้นอย่างไร
และอย่างที่สองคือความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์
ความศักดิ์สิทธิ์ของเวลาในค่ายอาสานั้น
ไม่ได้มาจากการห้ามคนพูดถึง
ไม่ได้มาจากการจำกัดข้อมูล
ไม่ได้มาจากการห้ามคนอื่นล่วงรู้ความจริง
และไม่ได้มาจากการบังคับไม่ให้รู้ความจริง
แต่มาจากความเชื่อถือ ความมั่นใจในตัวผู้รักษาเวลา
ว่ากำลังรักษาเวลาเพื่อคนทั้งค่าย
เพื่อให้กิจกรรมต่างๆภายในค่ายสามารถดำเนินไปได้ลุล่วง
ถึงแม้บางครั้งผู้รักษาเวลาอาจจะเป่านกหวีดเลยเวลาที่ตกลงกันไปบ้าง
แต่กระทำนั้นย่อมมีข้ออธิบายได้เสมอ
เพราะทำไปเพื่อประโยชน์ของทุกคนภายในค่าย
เขาคนนี้จะมีหน้าที่รักษาเวลาให้กับชาวค่าย
โดยการใช้นกหวีดเป่าให้ชาวค่ายทุกคนได้ยิน
เป็นการเตือนชาวค่ายว่าถึงเวลาทำกิจกรรมนั้นๆแล้ว
และเป็นบอกเวลาชาวค่ายไปในตัว
ครั้งหนึ่งในวงประชุมเช้า
มีพี่ค่ายคนหนึ่งเสนอให้พวกเราชาวค่าย
ปลดปล่อยตัวเองออกจากพันธนาการของเวลา
เพราะไหนๆก็มาค่ายแล้ว
ลองไม่สนใจเวลาดูบ้าง
ถอดนาฬิกาข้อมือออกเสีย
ปล่อยตัวเองให้หลุดพ้นจากกรอบของเวลา
ที่คอยบังคับให้เราต้องทำโน่นทำนี่ตามกำหนดการประจำวัน
แล้วทำตามผู้รักษาเวลา เมื่อผู้รักษาเวลาให้สัญญาณ
เมื่อได้ยินดังนั้น น้องๆชาวค่ายก็ประทับใจ
จึงลองทำตาม แล้วก็รู้สึกดีๆกับการไม่ต้องคอยมองดูนาฬิกา
อย่างที่เคยทำในชีวิตประจำวัน
จนกระทั่งเวลาผ่านไป
ความที่พี่ๆค่ายอยากให้น้องค่ายรู้สึกดีๆแบบที่ตัวเองเคยรู้สึกบ้าง
จึงบอกกับน้องค่ายใหม่
ว่าให้ถอดนาฬิกาข้อมือออก จะได้ไม่ต้องดูเวลา
แล้วจะรู้สึกสบายใจ
โดยลืมไป ถึงเหตุผลที่แท้จริงที่นำมาซึ่งความสบายใจนั้นๆ
และกลับกลายเป็นว่าพี่ค่ายบางส่วนเข้าใจว่า
การไม่ใส่นาฬิกาข้อมือ เป็นการกระทำเพื่อให้เวลาของผู้รักษาเวลนั้น
เป็นเวลาที่ศักดิ์สิทธิ์
มีเฉพาะผู้รักษาเวลาเท่านั้นที่รู้เวลาที่แท้จริง
เมื่อผู้รักษาเวลาบอกเวลา จะได้ไม่มีใครโต้เถียง
จะเห็นได้ว่า ปัญหาที่เกิดคือความหวังดีที่เปี่ยมล้นของพี่ค่าย
ที่อยากให้น้องค่ายให้รับสิ่งดีๆที่ตนได้รับ
จนลืมกระบวนการของการคิดพิจารณาว่าจะให้ได้สิ่งดีๆนั้นอย่างไร
และอย่างที่สองคือความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์
ความศักดิ์สิทธิ์ของเวลาในค่ายอาสานั้น
ไม่ได้มาจากการห้ามคนพูดถึง
ไม่ได้มาจากการจำกัดข้อมูล
ไม่ได้มาจากการห้ามคนอื่นล่วงรู้ความจริง
และไม่ได้มาจากการบังคับไม่ให้รู้ความจริง
แต่มาจากความเชื่อถือ ความมั่นใจในตัวผู้รักษาเวลา
ว่ากำลังรักษาเวลาเพื่อคนทั้งค่าย
เพื่อให้กิจกรรมต่างๆภายในค่ายสามารถดำเนินไปได้ลุล่วง
ถึงแม้บางครั้งผู้รักษาเวลาอาจจะเป่านกหวีดเลยเวลาที่ตกลงกันไปบ้าง
แต่กระทำนั้นย่อมมีข้ออธิบายได้เสมอ
เพราะทำไปเพื่อประโยชน์ของทุกคนภายในค่าย
วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2552
โลกแห่งความไม่แน่นอน
ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งความไม่แน่นอน
โลกที่ไม่สามารถบอกอะไรๆได้แน่นอน
ไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรถูก
ไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรผิด
โลกแห่งความคลุมเครือ
ที่ที่ทุกคนต่างก็ไม่อยากจะให้คำตอบชัดเจน
ทั้งๆที่คำถามเหล่านั้นก็มีคำตอบที่ชัดเจนอยู่ในตัวเอง
ครั้งหนึ่งความขี้เกียจเคยเป็น 1 ในบาป 7 ประการ
แต่ในโลกแห่งความไม่แน่นอน
ความขี้เกียจอาจจะเป็นเรื่องถูกหรือผิดก็ได้
ก็เพราะเขาเป็นคนแบบนี้ ช่วยไม่ได้
ก็คนเรามันมีเป้าหมายของชีวิตแตกต่างกัน
ก็เขามีอายุแล้ว ผ่านโลกมามากแล้ว ให้เขาได้พักเถอะ...
ครั้งหนึ่ง เคยเชื่อกันว่าหมอ พระ ครู เป็นผู้ใจบุญ
เป็นผู้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ครบพรหมวิหารสี่
แต่ในโลกแห่งความไม่แน่นอน
คนเหล่านี้เป็นได้ตั้งแต่เทวทูตจนถึงซาตาน
ขึ้นอยู่กับดวงของท่านว่าจะเจอแบบไหน...
ครั้งหนึ่งมีคนเอานิ้วชื้ไปที่สิ่งต่างๆแล้วบอกว่า สิ่งนั้นผิด สี่งนี้ถูก
เพราะอย่างนั้น เพราะอย่างนี้
แต่ทุกวันนี้ ในโลกแห่งความไม่แน่นอน
ไม่มีใครเชื่อเขาอีกแล้ว
และต่างคนก็เหตุผลต่างกันไป
ว่าเพราะอย่างนี้ อย่างนั้น
สิ่งนั้นจึงผิด และสิ่งนี้จึงถูก...
โลกที่ไม่สามารถบอกอะไรๆได้แน่นอน
ไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรถูก
ไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรผิด
โลกแห่งความคลุมเครือ
ที่ที่ทุกคนต่างก็ไม่อยากจะให้คำตอบชัดเจน
ทั้งๆที่คำถามเหล่านั้นก็มีคำตอบที่ชัดเจนอยู่ในตัวเอง
ครั้งหนึ่งความขี้เกียจเคยเป็น 1 ในบาป 7 ประการ
แต่ในโลกแห่งความไม่แน่นอน
ความขี้เกียจอาจจะเป็นเรื่องถูกหรือผิดก็ได้
ก็เพราะเขาเป็นคนแบบนี้ ช่วยไม่ได้
ก็คนเรามันมีเป้าหมายของชีวิตแตกต่างกัน
ก็เขามีอายุแล้ว ผ่านโลกมามากแล้ว ให้เขาได้พักเถอะ...
ครั้งหนึ่ง เคยเชื่อกันว่าหมอ พระ ครู เป็นผู้ใจบุญ
เป็นผู้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ครบพรหมวิหารสี่
แต่ในโลกแห่งความไม่แน่นอน
คนเหล่านี้เป็นได้ตั้งแต่เทวทูตจนถึงซาตาน
ขึ้นอยู่กับดวงของท่านว่าจะเจอแบบไหน...
ครั้งหนึ่งมีคนเอานิ้วชื้ไปที่สิ่งต่างๆแล้วบอกว่า สิ่งนั้นผิด สี่งนี้ถูก
เพราะอย่างนั้น เพราะอย่างนี้
แต่ทุกวันนี้ ในโลกแห่งความไม่แน่นอน
ไม่มีใครเชื่อเขาอีกแล้ว
และต่างคนก็เหตุผลต่างกันไป
ว่าเพราะอย่างนี้ อย่างนั้น
สิ่งนั้นจึงผิด และสิ่งนี้จึงถูก...
วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551
โง่ได้ แต่อย่าชั่ว
คำพูดที่ว่า "หมอโง่ได้ แต่อย่าชั่ว" เป็นคำพูดที่นักศึกษาแพทย์จะได้ยินกันหลายครั้งมาก ในช่วงของการรับน้อง โดยเฉพาะช่วงปลูกฝังอุดมการณ์เพื่อสังคม อย่างการว้าก หรือการอบรม และแน่นอนว่าคำพูดนี่ถูกใจบรรดานักศึกษาใหม่ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความฝัน และความหวังที่จะได้ทำอะไรดีๆเพื่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง
แต่ถ้าพิจารณาดูให้ดีๆแล้ว ประโยคสั้นๆประโยคนี่มีความนัยที่ซ่อนอยู่หลายอย่าง ซึ่งทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าประโยคนี่เป็นเพียงประโยค "พูดเอามัน" เท่านั้น
ความหมายของคำว่าชั่ว
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าพอพูดประโยคนี้แล้วรู้สึกมันในอารมณ์ก็เป็นเพราะมีคำว่าชั่วอยู่ในประโยคนี่แหละ คำว่าชั่วนี้ดูชัดเจนดี สั้นๆ ดิบๆ หมายถึงความไม่ดี ไม่งาม เลวร้าย ย่ำแย่ เวลาจะพูดโจมตีใครก็ต้องเอาคำคำนี้ไปพูดเสียหน่อย เช่น รัฐบาลชั่ว นักการเมืองชั่ว ซึ่งก็น่าสนใจว่าคำว่าชั่วที่ว่านี้ กินความขนาดไหน การทุจริต คอรัปชั่น โกงกินบ้านเมือง การกระทำอนาจาร ฆ่าผู้อื่น นี่คือตัวอย่างของความชั่วที่เห็นได้ชัด แต่ผู้เขียนอยากจะตั้งคำถามว่าการกระทำเหล่านี้จะถือว่าเป็นความชั่วด้วยหรือไม่ การขี้เกียจเรียนหนังสือ การทุจริตโดยการลอกรายงาน การลอกข้อสอบ การรับผลประโยชน์จากบริษัทยา การประพฤติตนเป็นชนชั้นศักดินา ฯลฯ
ความหมายของคำว่าโง่
คำว่าโง่ ในความหมายของคนทั่วๆไป มักจะเข้าใจว่ามีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ๑ ความไม่รู้ในเนื้อหาทางวิชาการ ๒ ความเบาปัญญา ไม่สามารถพิจารณาเรื่องราวต่างๆได้อย่างซับซ้อน ในที่นี่คำว่าโง่คงเป็นความหมายอันแรก โดยรวมก็จะสรุปได้ความว่าหมอสามารถขาดความรู้ทางวิชาการได้ ถ้าหมอเป็นคนดี (คือไม่ชั่ว)
ความรู้มีมากมาย ไม่สามารถรู้ได้หมด
เพื่อความเป็นธรรม ความจริงแล้วความรู้ทางการแพทย์นั้นมีมากมายเหลือคณานับ จึงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่คนธรรมดาๆจะสามารถรู้ครอบคลุมไปได้หมด แต่ประเด็นที่ผู้เขียนอยากจะชี้คือ การเป็นคนดีสามารถเป็นข้ออ้างให้กับความไม่รู้นั้นได้หรือไม่? ความไม่รู้นั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร? ถ้าเป็นคนดีตั้งใจขยันเรียน จะทำให้รู้ความรู้นั้นหรือไม่? ความชั่วที่ว่ามาคือการกระทำระหว่างเรียน หรือระหว่างทำงาน หรือทั้งสองเวลา? อีกประเด็นหนึ่งที่น่าคิด คือการพูดแบบนี้กันมากๆเวลามีความผิดพลาดเกิดขึ้น ผู้เขียนไม่แน่ใจว่ามันเป็นเพียงการแก้ตัว การหาข้ออ้าง โดยไม่จำเป็นหรือเปล่า แทนที่จะมาหาว่าความผิดพลาดเกิดจากอะไร กลับสรุปว่าเราเป็นคนดีแล้ว เท่านั้นหรือ...
โง่ได้แต่อย่าชั่ว เพราะจะไม่มีใครทำอะไรคุณได้
เพราะคุณฉลาด เพราะคุณอยู่ในสถานะที่ไม่มีใครทำอะไรคุณได้ คนอื่นก็ต้องพึ่งพาคุณ ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย อย่างที่ใครคนหนึ่งเคยว่าไว้ว่าสังคมไทยอยู่กับที่ส่วนหนึ่ง เพราะระบบอุปถัมภ์ ซึ่งวงการแพทย์เองก็ไม่มีข้อยกเว้น ผู้เขียนคิดว่าโจทย์สำคัญข้อหนึ่งคือ วงการแพทย์จะสามารถก้าวพ้นวิกฤติศรัทธาจากคนในสังคมปัจจุบันได้อย่างไร ผู้เขียนคิดว่าทางหนึ่งที่พอจะแก้ปัญหาได้คือการกำจัดระบบอุปถัมภ์ โดยการให้ความมั่นใจกับสังคมว่า คนชั่วในวงการแพทย์จะต้องได้รับการกำจัดอย่างเด็ดขาด โดยผ่านการกระบวนการบังคับ หรือสภาพบังคับที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถให้คำตอบกับสังคมได้ ตามหลักการรัฐสมัยใหม่ที่ประชาชนจะต้องได้รับการคุ้มครอง มีสิทธิ เสรีภาพอย่างที่พึงมีพึงได้
ถ้าไม่ชั่ว ก็คงไม่โง่มากนัก
อย่างที่ว่ามา ความรู้วิชาแพทย์นั้นกว้างขวางและเกิดใหม่ทุกวัน ผู้เขียนเชื่อว่าแพทย์เองไม่ต้องเป็นคนดีมากนัก แต่ด้วยความเป็นแพทย์ ความอยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ จะทำให้แพทย์มีแรงผลักดันตนเอง ให้พ้นจากความโง่ได้ในที่สุด เพื่อที่พวกเราจะได้ไม่ต้องมาพร่ำบอกรุ่นน้องว่า "หมอโง่ได้..." ต่อไปอีก
แต่ถ้าพิจารณาดูให้ดีๆแล้ว ประโยคสั้นๆประโยคนี่มีความนัยที่ซ่อนอยู่หลายอย่าง ซึ่งทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าประโยคนี่เป็นเพียงประโยค "พูดเอามัน" เท่านั้น
ความหมายของคำว่าชั่ว
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าพอพูดประโยคนี้แล้วรู้สึกมันในอารมณ์ก็เป็นเพราะมีคำว่าชั่วอยู่ในประโยคนี่แหละ คำว่าชั่วนี้ดูชัดเจนดี สั้นๆ ดิบๆ หมายถึงความไม่ดี ไม่งาม เลวร้าย ย่ำแย่ เวลาจะพูดโจมตีใครก็ต้องเอาคำคำนี้ไปพูดเสียหน่อย เช่น รัฐบาลชั่ว นักการเมืองชั่ว ซึ่งก็น่าสนใจว่าคำว่าชั่วที่ว่านี้ กินความขนาดไหน การทุจริต คอรัปชั่น โกงกินบ้านเมือง การกระทำอนาจาร ฆ่าผู้อื่น นี่คือตัวอย่างของความชั่วที่เห็นได้ชัด แต่ผู้เขียนอยากจะตั้งคำถามว่าการกระทำเหล่านี้จะถือว่าเป็นความชั่วด้วยหรือไม่ การขี้เกียจเรียนหนังสือ การทุจริตโดยการลอกรายงาน การลอกข้อสอบ การรับผลประโยชน์จากบริษัทยา การประพฤติตนเป็นชนชั้นศักดินา ฯลฯ
ความหมายของคำว่าโง่
คำว่าโง่ ในความหมายของคนทั่วๆไป มักจะเข้าใจว่ามีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ๑ ความไม่รู้ในเนื้อหาทางวิชาการ ๒ ความเบาปัญญา ไม่สามารถพิจารณาเรื่องราวต่างๆได้อย่างซับซ้อน ในที่นี่คำว่าโง่คงเป็นความหมายอันแรก โดยรวมก็จะสรุปได้ความว่าหมอสามารถขาดความรู้ทางวิชาการได้ ถ้าหมอเป็นคนดี (คือไม่ชั่ว)
ความรู้มีมากมาย ไม่สามารถรู้ได้หมด
เพื่อความเป็นธรรม ความจริงแล้วความรู้ทางการแพทย์นั้นมีมากมายเหลือคณานับ จึงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่คนธรรมดาๆจะสามารถรู้ครอบคลุมไปได้หมด แต่ประเด็นที่ผู้เขียนอยากจะชี้คือ การเป็นคนดีสามารถเป็นข้ออ้างให้กับความไม่รู้นั้นได้หรือไม่? ความไม่รู้นั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร? ถ้าเป็นคนดีตั้งใจขยันเรียน จะทำให้รู้ความรู้นั้นหรือไม่? ความชั่วที่ว่ามาคือการกระทำระหว่างเรียน หรือระหว่างทำงาน หรือทั้งสองเวลา? อีกประเด็นหนึ่งที่น่าคิด คือการพูดแบบนี้กันมากๆเวลามีความผิดพลาดเกิดขึ้น ผู้เขียนไม่แน่ใจว่ามันเป็นเพียงการแก้ตัว การหาข้ออ้าง โดยไม่จำเป็นหรือเปล่า แทนที่จะมาหาว่าความผิดพลาดเกิดจากอะไร กลับสรุปว่าเราเป็นคนดีแล้ว เท่านั้นหรือ...
โง่ได้แต่อย่าชั่ว เพราะจะไม่มีใครทำอะไรคุณได้
เพราะคุณฉลาด เพราะคุณอยู่ในสถานะที่ไม่มีใครทำอะไรคุณได้ คนอื่นก็ต้องพึ่งพาคุณ ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย อย่างที่ใครคนหนึ่งเคยว่าไว้ว่าสังคมไทยอยู่กับที่ส่วนหนึ่ง เพราะระบบอุปถัมภ์ ซึ่งวงการแพทย์เองก็ไม่มีข้อยกเว้น ผู้เขียนคิดว่าโจทย์สำคัญข้อหนึ่งคือ วงการแพทย์จะสามารถก้าวพ้นวิกฤติศรัทธาจากคนในสังคมปัจจุบันได้อย่างไร ผู้เขียนคิดว่าทางหนึ่งที่พอจะแก้ปัญหาได้คือการกำจัดระบบอุปถัมภ์ โดยการให้ความมั่นใจกับสังคมว่า คนชั่วในวงการแพทย์จะต้องได้รับการกำจัดอย่างเด็ดขาด โดยผ่านการกระบวนการบังคับ หรือสภาพบังคับที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถให้คำตอบกับสังคมได้ ตามหลักการรัฐสมัยใหม่ที่ประชาชนจะต้องได้รับการคุ้มครอง มีสิทธิ เสรีภาพอย่างที่พึงมีพึงได้
ถ้าไม่ชั่ว ก็คงไม่โง่มากนัก
อย่างที่ว่ามา ความรู้วิชาแพทย์นั้นกว้างขวางและเกิดใหม่ทุกวัน ผู้เขียนเชื่อว่าแพทย์เองไม่ต้องเป็นคนดีมากนัก แต่ด้วยความเป็นแพทย์ ความอยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ จะทำให้แพทย์มีแรงผลักดันตนเอง ให้พ้นจากความโง่ได้ในที่สุด เพื่อที่พวกเราจะได้ไม่ต้องมาพร่ำบอกรุ่นน้องว่า "หมอโง่ได้..." ต่อไปอีก
วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
ความฝัน ความโง่
เพื่อนผู้เขียนคนหนึ่งเคยเอ่ยว่า
"การทำตามความฝันเป็นเรื่องโง่ๆ"
เป็นคำพูดเสียดสีที่ได้ผลอย่างมาก ในแง่ความต้องการเสียดสี
สำหรับคนในวัยหนุ่มสาว ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า"พลังหนุ่มสาว"
ความฝันเป็นสิ่งสวยงาม เป็นเป้าหมายของชีวิตที่หลายคนอยากไปให้ถึง
บางคนฝันอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์
บางคนฝันอยากเป็นครู
บางคนฝันอยากเป็นเศรษฐี (ผู้ใจบุญ)
บางคนฝันอยากเป็นนายกฯ...
ความฝันจึงเป็นสิ่งที่ให้ความรู้สึกด้านบวก
ในขณะที่ความโง่....
คือคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ
คือคนที่ทำอะไรแบบไม่คิด
คือคนที่ทำให้ชีวิตตัวเองล้มเหลวพลาดพลั้ง
คือให้ความรู้สึกเป็นลบ....
คำสองคำนี้จึงไม่น่ามาอยู่ด้วยกันได้....
แต่เมื่อพิจารณาดีๆ
ในบริบทของสังคมไทย (หรือไทยๆ)
การทำตามความฝันมันช่างเป็นเรื่องที่ทำได้ยากจริงๆ
เมื่อคนคนหนึ่งพยายามทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
คนคนนั้นก็คือ "คนโง่"
ทำไมหล่ะ ทำตามความฝันมันยากตรงไหน
ก็ถ้าคนคนนั้นเกิดมีความฝันที่ทำได้ง่ายๆ
เช่น เป็นคนดีของพ่อ เป็นคนขายประกัน
การทำตามความฝันก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ปัญหานี้มักจะเกิดกับคนที่ดันฝันในสิ่งที่ทำได้ยากขึ้นมา
คำว่าทำได้ยากในที่นี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะข้อจำกัดทางด้านกายภาพ
แต่หมายรวมถึงข้อจำกัดทางด้านสังคม
ที่สำคัญที่สุดคือเรื่อง"รายได้"
ค่าครองชีพที่พุ่งทะยานอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นข้อจำกัดที่สำคัญในการทำตามความฝัน
ฝันอยากเป็นนักฟุตบอลระดับโลก ต้องเริ่มจากการไปเป็นนักฟุตบอลของสโมสรกุยบุรี
....ผู้เขียนไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเงินเดือนของนักฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยเป็นเท่าไหร่
นอกจากนี้ยังรวมถึงคนที่ฝันหลายอย่าง
ฝันอยากทำอาชีพที่ได้เงินเดือนน้อย แต่ก็อยากอยู่บ้านแลนด์แอนด์เฮ้าส์ อยากคลอดโดยการผ่าตัดทางหน้าท้องที่โรงพยาบาลระดับบำรุงราษฎร์ อยากส่งลูกไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์...
แต่ทางแก้ของคนที่ฝันประเภทนี้ไม่ยาก แค่เลือกเอาความฝันที่พอทำได้เป็นเป้าหมาย แล้วทำให้เสร็จเป็นอย่างๆไป ชีวิตก็คงมีความหวังขึ้นมาบ้าง....
หลังจากที่คิดมานาน ข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคก็การทำความฝันคือ
"เงิน" และ "เวลา"
เมื่อมีปัญหา ก็ต้องมีแนวทางการแก้ไข
แนวทางการแก้ไขก็คือ
"การดำรงชีวิตการหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง"
"การทำตามความฝันเป็นเรื่องโง่ๆ"
เป็นคำพูดเสียดสีที่ได้ผลอย่างมาก ในแง่ความต้องการเสียดสี
สำหรับคนในวัยหนุ่มสาว ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า"พลังหนุ่มสาว"
ความฝันเป็นสิ่งสวยงาม เป็นเป้าหมายของชีวิตที่หลายคนอยากไปให้ถึง
บางคนฝันอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์
บางคนฝันอยากเป็นครู
บางคนฝันอยากเป็นเศรษฐี (ผู้ใจบุญ)
บางคนฝันอยากเป็นนายกฯ...
ความฝันจึงเป็นสิ่งที่ให้ความรู้สึกด้านบวก
ในขณะที่ความโง่....
คือคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ
คือคนที่ทำอะไรแบบไม่คิด
คือคนที่ทำให้ชีวิตตัวเองล้มเหลวพลาดพลั้ง
คือให้ความรู้สึกเป็นลบ....
คำสองคำนี้จึงไม่น่ามาอยู่ด้วยกันได้....
แต่เมื่อพิจารณาดีๆ
ในบริบทของสังคมไทย (หรือไทยๆ)
การทำตามความฝันมันช่างเป็นเรื่องที่ทำได้ยากจริงๆ
เมื่อคนคนหนึ่งพยายามทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
คนคนนั้นก็คือ "คนโง่"
ทำไมหล่ะ ทำตามความฝันมันยากตรงไหน
ก็ถ้าคนคนนั้นเกิดมีความฝันที่ทำได้ง่ายๆ
เช่น เป็นคนดีของพ่อ เป็นคนขายประกัน
การทำตามความฝันก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ปัญหานี้มักจะเกิดกับคนที่ดันฝันในสิ่งที่ทำได้ยากขึ้นมา
คำว่าทำได้ยากในที่นี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะข้อจำกัดทางด้านกายภาพ
แต่หมายรวมถึงข้อจำกัดทางด้านสังคม
ที่สำคัญที่สุดคือเรื่อง"รายได้"
ค่าครองชีพที่พุ่งทะยานอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นข้อจำกัดที่สำคัญในการทำตามความฝัน
ฝันอยากเป็นนักฟุตบอลระดับโลก ต้องเริ่มจากการไปเป็นนักฟุตบอลของสโมสรกุยบุรี
....ผู้เขียนไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเงินเดือนของนักฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยเป็นเท่าไหร่
นอกจากนี้ยังรวมถึงคนที่ฝันหลายอย่าง
ฝันอยากทำอาชีพที่ได้เงินเดือนน้อย แต่ก็อยากอยู่บ้านแลนด์แอนด์เฮ้าส์ อยากคลอดโดยการผ่าตัดทางหน้าท้องที่โรงพยาบาลระดับบำรุงราษฎร์ อยากส่งลูกไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์...
แต่ทางแก้ของคนที่ฝันประเภทนี้ไม่ยาก แค่เลือกเอาความฝันที่พอทำได้เป็นเป้าหมาย แล้วทำให้เสร็จเป็นอย่างๆไป ชีวิตก็คงมีความหวังขึ้นมาบ้าง....
หลังจากที่คิดมานาน ข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคก็การทำความฝันคือ
"เงิน" และ "เวลา"
เมื่อมีปัญหา ก็ต้องมีแนวทางการแก้ไข
แนวทางการแก้ไขก็คือ
"การดำรงชีวิตการหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง"
วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2551
ผู้ชายเจาะหู และซอมอตอ
วันนี้นั่งนึกๆดู
ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ทัศนคติของผู้เขียนได้เปลี่ยนไปหลายอย่าง
ยกตัวอย่างเช่น
เรื่องผู้ชายเจาะหู
เมื่อก่อนผู้เขียนไม่ชอบผู้ชายที่เจาะหูและใส่ต่างหูเป็นอย่างมาก เพราะ เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิง ดูเหมือนตุ๊ด และอื่นๆ โดยเฉพาะถ้าเป็นนักศึกษาแพทย์ จะยิ่งเพิ่มดีกรีความเกลียด เพราะ ลักษณะที่พึงประสงค์ของแพทย์คือความภูมิฐาน ความปรกติ เป็นระเบียบ และเรียบร้อย
แต่ทุกวันนี้ผู้เขียนกลับรู้สึกเฉยๆ เมื่อเดินผ่านนักศึกษาแพทย์ชายที่เจาะหู และกลับคิดว่าเป็นสิทธิของเขา.... ถ้าเขาอยากใส่ เขาก็ควรจะได้ใส่ แต่เขาก็ต้องพร้อมที่จะรับผลการกระทำของตัวเขาเอง เช่น การถูกหมอคนอื่นๆ และคนไข้มองด้วยสายตาที่ไม่ปรกติ และพร้อมรับการลงโทษ ถ้าคณะแพทย์ฯออกกฎว่าผู้ชายห้ามใส่ต่างหู...
เรื่องของซูโม่ตู้
ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับซูโม่ตู้ เรื่องทอล์คโชว์ของเขา และบทสัมภาษณ์เผยแพร่ในอินเตอร์เนต
อ่านได้ที่ http://www.thaingo.org/webboard/view.php?id=13478
เมื่อก่อนตอนเด็กๆ ผู้เขียนก็รู้สึกคล้ายๆซูโม่ตู้อยู่บ้าง
ความรู้สึกแบบชนชั้นกลางที่คิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่าง
แต่มาวันนี้ พอได้อ่านคำสัมภาษณ์ของซอมอตอแล้ว
รู้สึกน่ารำคาญ และน่าโมโหจริงๆ....
ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ทัศนคติของผู้เขียนได้เปลี่ยนไปหลายอย่าง
ยกตัวอย่างเช่น
เรื่องผู้ชายเจาะหู
เมื่อก่อนผู้เขียนไม่ชอบผู้ชายที่เจาะหูและใส่ต่างหูเป็นอย่างมาก เพราะ เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิง ดูเหมือนตุ๊ด และอื่นๆ โดยเฉพาะถ้าเป็นนักศึกษาแพทย์ จะยิ่งเพิ่มดีกรีความเกลียด เพราะ ลักษณะที่พึงประสงค์ของแพทย์คือความภูมิฐาน ความปรกติ เป็นระเบียบ และเรียบร้อย
แต่ทุกวันนี้ผู้เขียนกลับรู้สึกเฉยๆ เมื่อเดินผ่านนักศึกษาแพทย์ชายที่เจาะหู และกลับคิดว่าเป็นสิทธิของเขา.... ถ้าเขาอยากใส่ เขาก็ควรจะได้ใส่ แต่เขาก็ต้องพร้อมที่จะรับผลการกระทำของตัวเขาเอง เช่น การถูกหมอคนอื่นๆ และคนไข้มองด้วยสายตาที่ไม่ปรกติ และพร้อมรับการลงโทษ ถ้าคณะแพทย์ฯออกกฎว่าผู้ชายห้ามใส่ต่างหู...
เรื่องของซูโม่ตู้
ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับซูโม่ตู้ เรื่องทอล์คโชว์ของเขา และบทสัมภาษณ์เผยแพร่ในอินเตอร์เนต
อ่านได้ที่ http://www.thaingo.org/webboard/view.php?id=13478
เมื่อก่อนตอนเด็กๆ ผู้เขียนก็รู้สึกคล้ายๆซูโม่ตู้อยู่บ้าง
ความรู้สึกแบบชนชั้นกลางที่คิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่าง
แต่มาวันนี้ พอได้อ่านคำสัมภาษณ์ของซอมอตอแล้ว
รู้สึกน่ารำคาญ และน่าโมโหจริงๆ....
วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2551
ข้อเสนอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๑
เรียน ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก
ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๔๒๒ ถนนพญาไท แขวงวังใหม่
เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ๑๐๓๓๐
เรื่อง: ข้อเสนอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ความรุนแรงจากการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ที่หน้ารัฐสภา โดยมีนายสุรสีห์ โกศลนาวิน เป็นประธาน เพื่อตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ความไม่สงบระหว่างตำรวจและผู้ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ภายใต้อำนาจหน้าที่ของ กสม.
กลุ่มประชาชนผู้ห่วงใยประเทศไทย ซึ่งเป็นการรวมตัวอย่างไม่เป็นทางการของนักกิจกรรม นักศึกษา นักวิชาการ และประชาชนที่ได้ติดตามสถานการณ์การเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนการจัดตั้งคณะอนุกรรมการฯ เพื่อดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ดังกล่าว และขอแสดงความคิดเห็นและข้อเรียกร้องดังนี้:
๑.คณะอนุกรรมการฯ ต้องดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่การละเมิดสิทธิฯโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงการกระทำของกลุ่ม พธม. ด้วย โดยอาศัยหลักการของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง (ICCPR) ที่รัฐบาลไทยได้ให้การภาคยานุวัติเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๙ โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติและมีความเอนเอียงทางการเมือง เนื่องจากได้มีกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเช่นเดียวกัน เช่น:
·กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายถูกผู้ชุมนุมกลุ่มพธม.ใช้ด้ามธงแทงเข้าจนทะลุปอด ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส
·กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกยิงจนบาดเจ็บสาหัส
·กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกผู้ชุมนุมขับรถชนหลายนาย
·กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ถูกผู้ชุมนุมรุมทำร้ายทุบตีร่างกายและศีรษะจนสมองบวม
เป็นต้น
๒.คณะอนุกรรมการฯ ต้องดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกลุ่มพธม.ที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ด้วย ทั้งนี้ อาจจะมีการตั้งคณะอนุกรรมการฯ ขึ้นมาโดยเฉพาะ หรือขยายบทบาทหน้าที่ (mandate) ของคณะอนุกรรมการฯ นี้ก็ได้ โดยจะต้องดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณีต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย:
·การปะทะกันที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่ม พธม. และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๑ โดยเฉพาะการเสียชีวิตของณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสงและการบาดเจ็บของทั้งสองฝ่าย ซึ่งในกรณีนี้ ควรตรวจสอบว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกลุ่มพธม. หรือกลุ่มนปช. หรือทั้งสองฝ่ายหรือไม่ ว่าเป็นการละเมิดสิทธิภายใต้มาตรา 6 ของ ICCPR ที่ว่า “มนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะมีชีวิตมาแต่กำเนิด...บุคคลจะต้องไม่ถูกทำให้เสียชีวิตโดยอำเภอใจ” หรือไม่
·การที่ พธม. กล่าวปราศรัย และใช้พื้นที่สื่อในเครือผู้จัดการบิดเบือนข้อมูล โจมตีทำลายชื่อเสียง และสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นต่อนักกิจกรรม นักวิชาการ และนักสหภาพแรงงาน ที่มีความคิดเห็นและ/หรือข้อเสนอทางการเมืองต่างจากของกลุ่ม พธม. (อาทิ กรณี รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ จอน อึ๊งภากรณ์ รศ.ดร.โคทม อารียา ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล โชติศักดิ์ อ่อนสูง จิตรา คชเดช สมบัติ บุญงามอนงค์ เป็นต้น) อันเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้ ในบางกรณีได้มีการเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงต่อคนเหล่านั้นอีกด้วย ถือเป็นการขัดต่อข้อ 19 ของ ICCPR ที่ว่า “การใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกมีข้อจำกัด ในการเคารพสิทธิหรือชื่อเสียงของผู้อื่น” และ ข้อ 20 ข้อย่อย 2 ที่ว่า “การสนับสนุนให้เกิดความเกลียดชังในชาติ เผ่าพันธุ์ หรือ ...ซึ่งยั่วยุให้เกิดการเลือกปฏิบัติ การเป็นฏิปักษ์หรือการใช้ความรุนแรง เป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมาย”
·การบุกยึดทำเนียบรัฐบาลและสถานีโทรทัศน์ NBT การปิดล้อมรัฐสภา ตลอดจนการชุมนุมโดยมีอาวุธในครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นมีด หนังสติ๊ก ท่อเหล็ก ปืน หลาย ๆ กรณี ของพธม. รวมทั้งวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ตามที่ปรากฏในรายงานข่าวทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เนื่องจากตามมาตรา 21 ของ ICCPR ที่ว่า สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับความคุ้มครอง การจำกัดการใช้สิทธินี้จะกระทำมิได้ นอกจาก ... เพื่อการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่สามารถทำได้ ถ้าเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น
ทางกลุ่มฯ ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นเสาหลักในการเสริมสร้างวัฒนธรรมการเคารพสิทธิมนุษยชน ตามเจตนารมณ์ของการก่อตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ปรากฏในหลักการปารีส (Paris Principles)
ที่สำคัญ กลุ่มฯ ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติคอยเฝ้าระวังและตรวจสอบการกระทำของทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินอยู่ ทั้งนี้ เพื่อสร้างสังคมที่เคารพสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง
ขอแสดงความนับถือ
เรียน ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก
ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๔๒๒ ถนนพญาไท แขวงวังใหม่
เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ๑๐๓๓๐
เรื่อง: ข้อเสนอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ความรุนแรงจากการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ที่หน้ารัฐสภา โดยมีนายสุรสีห์ โกศลนาวิน เป็นประธาน เพื่อตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ความไม่สงบระหว่างตำรวจและผู้ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ภายใต้อำนาจหน้าที่ของ กสม.
กลุ่มประชาชนผู้ห่วงใยประเทศไทย ซึ่งเป็นการรวมตัวอย่างไม่เป็นทางการของนักกิจกรรม นักศึกษา นักวิชาการ และประชาชนที่ได้ติดตามสถานการณ์การเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนการจัดตั้งคณะอนุกรรมการฯ เพื่อดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ดังกล่าว และขอแสดงความคิดเห็นและข้อเรียกร้องดังนี้:
๑.คณะอนุกรรมการฯ ต้องดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่การละเมิดสิทธิฯโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงการกระทำของกลุ่ม พธม. ด้วย โดยอาศัยหลักการของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง (ICCPR) ที่รัฐบาลไทยได้ให้การภาคยานุวัติเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๙ โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติและมีความเอนเอียงทางการเมือง เนื่องจากได้มีกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเช่นเดียวกัน เช่น:
·กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายถูกผู้ชุมนุมกลุ่มพธม.ใช้ด้ามธงแทงเข้าจนทะลุปอด ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส
·กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกยิงจนบาดเจ็บสาหัส
·กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกผู้ชุมนุมขับรถชนหลายนาย
·กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ถูกผู้ชุมนุมรุมทำร้ายทุบตีร่างกายและศีรษะจนสมองบวม
เป็นต้น
๒.คณะอนุกรรมการฯ ต้องดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกลุ่มพธม.ที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ด้วย ทั้งนี้ อาจจะมีการตั้งคณะอนุกรรมการฯ ขึ้นมาโดยเฉพาะ หรือขยายบทบาทหน้าที่ (mandate) ของคณะอนุกรรมการฯ นี้ก็ได้ โดยจะต้องดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณีต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย:
·การปะทะกันที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่ม พธม. และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๑ โดยเฉพาะการเสียชีวิตของณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสงและการบาดเจ็บของทั้งสองฝ่าย ซึ่งในกรณีนี้ ควรตรวจสอบว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกลุ่มพธม. หรือกลุ่มนปช. หรือทั้งสองฝ่ายหรือไม่ ว่าเป็นการละเมิดสิทธิภายใต้มาตรา 6 ของ ICCPR ที่ว่า “มนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะมีชีวิตมาแต่กำเนิด...บุคคลจะต้องไม่ถูกทำให้เสียชีวิตโดยอำเภอใจ” หรือไม่
·การที่ พธม. กล่าวปราศรัย และใช้พื้นที่สื่อในเครือผู้จัดการบิดเบือนข้อมูล โจมตีทำลายชื่อเสียง และสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นต่อนักกิจกรรม นักวิชาการ และนักสหภาพแรงงาน ที่มีความคิดเห็นและ/หรือข้อเสนอทางการเมืองต่างจากของกลุ่ม พธม. (อาทิ กรณี รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ จอน อึ๊งภากรณ์ รศ.ดร.โคทม อารียา ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล โชติศักดิ์ อ่อนสูง จิตรา คชเดช สมบัติ บุญงามอนงค์ เป็นต้น) อันเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้ ในบางกรณีได้มีการเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงต่อคนเหล่านั้นอีกด้วย ถือเป็นการขัดต่อข้อ 19 ของ ICCPR ที่ว่า “การใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกมีข้อจำกัด ในการเคารพสิทธิหรือชื่อเสียงของผู้อื่น” และ ข้อ 20 ข้อย่อย 2 ที่ว่า “การสนับสนุนให้เกิดความเกลียดชังในชาติ เผ่าพันธุ์ หรือ ...ซึ่งยั่วยุให้เกิดการเลือกปฏิบัติ การเป็นฏิปักษ์หรือการใช้ความรุนแรง เป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมาย”
·การบุกยึดทำเนียบรัฐบาลและสถานีโทรทัศน์ NBT การปิดล้อมรัฐสภา ตลอดจนการชุมนุมโดยมีอาวุธในครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นมีด หนังสติ๊ก ท่อเหล็ก ปืน หลาย ๆ กรณี ของพธม. รวมทั้งวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ตามที่ปรากฏในรายงานข่าวทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เนื่องจากตามมาตรา 21 ของ ICCPR ที่ว่า สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับความคุ้มครอง การจำกัดการใช้สิทธินี้จะกระทำมิได้ นอกจาก ... เพื่อการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่สามารถทำได้ ถ้าเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น
ทางกลุ่มฯ ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นเสาหลักในการเสริมสร้างวัฒนธรรมการเคารพสิทธิมนุษยชน ตามเจตนารมณ์ของการก่อตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ปรากฏในหลักการปารีส (Paris Principles)
ที่สำคัญ กลุ่มฯ ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติคอยเฝ้าระวังและตรวจสอบการกระทำของทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินอยู่ ทั้งนี้ เพื่อสร้างสังคมที่เคารพสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง
ขอแสดงความนับถือ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)