เมื่อวันก่อนเห็นความคิดเห็นของเพื่อนคนหนึ่งในเวบบอร์ด
ท่าทางกำลังมีปัญหากับสต๊าฟ (คือแพทย์ที่อาวุโสกว่า)
แต่เขาก็สรุปความคิดของเขาในตัวว่า
"ถึงอย่างไรเขาก็แก่กว่าเรา"
เป็นประเด็นให้ผู้เขียนคิดต่อมาว่า
"แล้วไง"
แก่กว่า มีสิทธิอู้มากกว่า
แก่กว่า ความคิดเห็นถูกเสมอ
แก่กว่า มีความถูกต้องมากกว่า
(อาจจะใช่ก็ได้ ความถูกต้อง = Right = สิทธิ)
เป็นมาแต่ไหนแต่ไรที่สังคมมนุษย์ให้ความเคารพนับถือผู้ที่อายุมากกว่า
เนื่องจากมีชีวิตมานานกว่าจึงมีประสบการณ์มากกว่า
และเนื่องจากมีประสบการณ์มากกว่า จึงเข้าใจเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นมากกว่า
คำแนะนำของผู้อาวุโสจึงมักถูกต้อง....
แต่ ด้วยความที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน
ผู้อาวุโสก็มีความคิดส่วนเป็นอัตวิสัย (subjective)
ซึ่งเป็นส่วนที่อาจจะไม่ได้รับประโยชน์จากประสบการณ์
ตรงนี้เป็นจุดให้เกิดความผิดพลาดในความคิดผู้อาวุโส
จนบางครั้งเป็นที่เห็นได้ประจักษ์ว่าผู้อาวุโสน่ะผิด....
สังคมควรเปิดกว้างให้ผู้ที่อ่อนวัยกว่าแสดงความคิดเห็นได้
แต่พูดตามตรง ตัวผู้เขียนเองก็รู้สึกไม่กล้าพูด
ทั้งที่รู้ว่าสิ่งที่ผู้อาวุโสพูดมาน่ะมันผิดโว้ย...
ได้แต่รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่ในใจ
ดีที่สมัยนี้มีอินเตอร์เนต พื้นที่ว่างๆที่ให้แสดงความคิดเห็นได้
เป็นแดนอิสระให้ชนชั้นกลางได้แสดงความคิดเห็น....
คิดไปคิดมา ก็หาข้ออ้างให้ตัวเอง
ที่ฉันไม่กล้าพูดไม่ใช่เพราะฉันผิดหรอกนะ
แต่เพราะสังคมที่ฉันเติบโตมาน่ะผิด
ที่ทำให้ฉันเติบโตมาเป็นคนไม่กล้าพูด
สังคมผิดตลอด
ผู้เขียนถูกเสมอ....
วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2551
เรียนตลอดชีวิต
เรียนไปเรื่อยๆ
อนุบาล
ประถมศึกษา
มัธยมศึกษา
อุดมศึกษา
อุดมศึกษาอีกครั้ง
เกือบจะหมดแล้ว
แต่ก็ยังต้องเรียนอีก...
เรียนอีก...
แล้วก็เรียนต่อไปเรื่อยๆ
อายุ ๔๐ แล้วยังต้องไปเรียนหรือเปล่านะ....
อนุบาล
ประถมศึกษา
มัธยมศึกษา
อุดมศึกษา
อุดมศึกษาอีกครั้ง
เกือบจะหมดแล้ว
แต่ก็ยังต้องเรียนอีก...
เรียนอีก...
แล้วก็เรียนต่อไปเรื่อยๆ
อายุ ๔๐ แล้วยังต้องไปเรียนหรือเปล่านะ....
วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2551
ความขี้เกียจ
อิทธิบาท ๔ ได้แก่
๑. ฉันทะ (ความพอใจที่จะทำกิจการงาน)
๒. วิริยะ (ความเพียรหรือขยันที่จะทำงาน)
๓. จิตตะ (ความเอาใส่ใส่ที่จะทำงานให้สำเร็จ)
๔. วิมังสา (การประเมินผลงานที่ทำแล้ว)
อบายมุข ๖ (ทางเสื่อม ๖ อย่าง) ได้แก่
๑. คบคนชั่วเป็นมิตร
๒. เกียจคร้าน
๓. เที่ยวกลางคืน
๔. เที่ยวตะลอนไม่มีแก่นสาร
๕. เล่นการพนัน
๖. ดื่มน้ำเมาพี้ยาเสพติด
๑. ฉันทะ (ความพอใจที่จะทำกิจการงาน)
๒. วิริยะ (ความเพียรหรือขยันที่จะทำงาน)
๓. จิตตะ (ความเอาใส่ใส่ที่จะทำงานให้สำเร็จ)
๔. วิมังสา (การประเมินผลงานที่ทำแล้ว)
อบายมุข ๖ (ทางเสื่อม ๖ อย่าง) ได้แก่
๑. คบคนชั่วเป็นมิตร
๒. เกียจคร้าน
๓. เที่ยวกลางคืน
๔. เที่ยวตะลอนไม่มีแก่นสาร
๕. เล่นการพนัน
๖. ดื่มน้ำเมาพี้ยาเสพติด
พระ
ช่วงนี้มีเรื่องให้คิดเกี่ยวกับพระสงฆ์หลายเรื่อง
เรื่องน่าคิดมีดังต่อไปนี้
1. สมัยนี้จำนวนพระสงฆ์ที่บวชยาวตั้งแต่เป็นสามเณรจนเป็นพระสงฆ์มีมากน้อยขนาดไหน ?
2. พระสงฆ์ในประเทศไทยมีฐานะทางเศรษฐกิจก่อนเข้าสู่สมณเพศเป็นอย่างไร มีการกระจายตัวของชนชั้นแบบฆราวาสหรือไม่ มีชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง และรากหญ้าเป็นอัตราส่วนอย่างไร ?
3. ปัจจุบันองค์กรที่ปกครองคณะสงฆ์คือมหาเถรสมาคม มีความคิดเห็นอย่างไรกับสภาวการณ์ปัจุบัน และมีแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤตศรัทธาของวงการสงฆ์อย่างไรบ้าง ?
ประสบการณ์ในช่วง 3 เดือน เกี่ยวกับพระสงฆ์มีดังต่อไปนี้
1. แท็กซี่เล่าให้ฟัง ว่าก่อนที่จะรับหมอขึ้นมาเนี้ย รับหลวงพ่อมารูปหนึ่งบ่นว่ามาสวดศพรอบนี้ไม่คุ้มเลย เปิดซองมาได้ 100 บาทเอง แท็กซี่กลุ้มใจ หมอก็กลุ้มใจ
2. เห็นพระสงฆ์บิณฑบาตโดยการยืนอยู่ใกล้ร้านอาหารที่ขายชุดอาหารใส่บาตร เมื่อมีพุทธศาสนิกชนมาซื้ออาหาร ท่านก็จะรับบิณฑบาตทันที
3. พระสงฆ์เป็นกลุ่มที่มีการสักเป็นอย่างมาก เดิมผู้เขียนรู้สึกไม่ชอบคนที่สักยันต์ตามตัวอยู่แล้ว จึงรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเวลาเห็นพระสงฆ์สักลวดลายอักขระโบราณตามร่างกาย
เรื่องเหล่านี้ผู้เขียนคงหาคำตอบได้สักวัน อาจจะเป็นเมื่อผู้เขียนเข้าสู่ร่มกาสาวพักตร์.......
เรื่องน่าคิดมีดังต่อไปนี้
1. สมัยนี้จำนวนพระสงฆ์ที่บวชยาวตั้งแต่เป็นสามเณรจนเป็นพระสงฆ์มีมากน้อยขนาดไหน ?
2. พระสงฆ์ในประเทศไทยมีฐานะทางเศรษฐกิจก่อนเข้าสู่สมณเพศเป็นอย่างไร มีการกระจายตัวของชนชั้นแบบฆราวาสหรือไม่ มีชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง และรากหญ้าเป็นอัตราส่วนอย่างไร ?
3. ปัจจุบันองค์กรที่ปกครองคณะสงฆ์คือมหาเถรสมาคม มีความคิดเห็นอย่างไรกับสภาวการณ์ปัจุบัน และมีแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤตศรัทธาของวงการสงฆ์อย่างไรบ้าง ?
ประสบการณ์ในช่วง 3 เดือน เกี่ยวกับพระสงฆ์มีดังต่อไปนี้
1. แท็กซี่เล่าให้ฟัง ว่าก่อนที่จะรับหมอขึ้นมาเนี้ย รับหลวงพ่อมารูปหนึ่งบ่นว่ามาสวดศพรอบนี้ไม่คุ้มเลย เปิดซองมาได้ 100 บาทเอง แท็กซี่กลุ้มใจ หมอก็กลุ้มใจ
2. เห็นพระสงฆ์บิณฑบาตโดยการยืนอยู่ใกล้ร้านอาหารที่ขายชุดอาหารใส่บาตร เมื่อมีพุทธศาสนิกชนมาซื้ออาหาร ท่านก็จะรับบิณฑบาตทันที
3. พระสงฆ์เป็นกลุ่มที่มีการสักเป็นอย่างมาก เดิมผู้เขียนรู้สึกไม่ชอบคนที่สักยันต์ตามตัวอยู่แล้ว จึงรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเวลาเห็นพระสงฆ์สักลวดลายอักขระโบราณตามร่างกาย
เรื่องเหล่านี้ผู้เขียนคงหาคำตอบได้สักวัน อาจจะเป็นเมื่อผู้เขียนเข้าสู่ร่มกาสาวพักตร์.......
วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2551
แพทย์และนักกฎหมาย
วิชาแพทยศาสตร์ และนิติศาสตร์มีความเหมือนกันหลายอย่าง ทั้งในแง่เนื้อหา และแนวทางการปฏิบัติ หลังจากที่ผู้เขียนได้เรียนวิชานิติศาสตร์มาระยะหนึ่ง ผู้เขียนได้สังเกตและลองเปรียบเทียบลักษณะของสองวิชานี้ และพอจะสรุปความเหมือนกันของสองวิชาได้ดังนี้
ประการแรก ทั้งสองวิชาเป็นความรู้ที่ใช้ในการประกอบวิชาชีพเหมือนกัน ซึ่งทั้งสองวิชานี้เคยอยู่เคียงคู่กันในการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยตั้งแต่สมัยโรมัน (หรือสมัยกรีก? ไม่ทราบเหมือนกัน รู้แต่ว่าโบราณ) วิชาที่สามคือนักบวช ซึ่งอยู่ในลักษณะเทววิทยา ทุกวันนี้การศึกษาคณะแพทยศาสตร์ และนิติศาสตร์ในอเมริกาก็ต้องการวุฒิปริญญาตรีในการเข้าศึกษา ไม่ได้แยกตัวเป็นคณะต่างหากอย่างในประเทศไทย
ประการที่สอง เนื่องจากเป็นวิชาเฉพาะ ทั้งสองนี้จึงมีศัพท์เทคนิคที่คนภายนอกไม่อาจจะทำความเข้าใจด้วยพจนานุกรมได้ เวลาหมอพูดกับหมอ หรือนักกฎหมายพูดกับนักกฎหมาย คนทั่วไปย่อมฟังไม่รู้เรื่อง
ประการที่สาม ขึ้นชื่อว่าความรู้ ก็ต้องมีความรู้ทั่วไป และความรู้เฉพาะทาง ในทางการแพทย์ วิชาหลักของการแพทย์ตั้งแต่สมัยโบราณก็คือ อายุรศาสตร์ และศัลยศาสตร์ อย่างที่มีสุภาษิตโบราณของ Hippocrates ที่ว่า What drugs will not cure, the knife will ในขณะที่ทางกฎหมายก็มีสองวิชาหลัก คือ กฎหมายแพ่ง และกฎหมายอาญา นักศึกษาที่เรียนจบจากคณะทั้งสอง เบื้องต้นจะมีความรู้ทั่วไป ไม่เจาะจง เมื่อมาเรียนต่อความรู้ก็จะลงลึกมากขึ้น มากขึ้น จนมักมีปัญหาบ่อยๆเรื่องการเรียนที่ลึกเกินไปจนขาดการมองภาพรวม เช่น อายุรแพทย์มีการเรียนหลักสูตรต่อยอดเป็นแพทย์ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบทางเดินหายใจ นักกฎหมายก็มีการเรียนต่อเฉพาะทางกฎหมายปกครอง กฎหมายลักษณะหนี้ ฯลฯ
เท่าที่ผู้เขียนนึกออก และเคยอ่านผ่านตาก็มีประเด็นอยู่สามประเด็นอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว ถ้านึกอะไรออกอีกจะมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมอีก...
ประการแรก ทั้งสองวิชาเป็นความรู้ที่ใช้ในการประกอบวิชาชีพเหมือนกัน ซึ่งทั้งสองวิชานี้เคยอยู่เคียงคู่กันในการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยตั้งแต่สมัยโรมัน (หรือสมัยกรีก? ไม่ทราบเหมือนกัน รู้แต่ว่าโบราณ) วิชาที่สามคือนักบวช ซึ่งอยู่ในลักษณะเทววิทยา ทุกวันนี้การศึกษาคณะแพทยศาสตร์ และนิติศาสตร์ในอเมริกาก็ต้องการวุฒิปริญญาตรีในการเข้าศึกษา ไม่ได้แยกตัวเป็นคณะต่างหากอย่างในประเทศไทย
ประการที่สอง เนื่องจากเป็นวิชาเฉพาะ ทั้งสองนี้จึงมีศัพท์เทคนิคที่คนภายนอกไม่อาจจะทำความเข้าใจด้วยพจนานุกรมได้ เวลาหมอพูดกับหมอ หรือนักกฎหมายพูดกับนักกฎหมาย คนทั่วไปย่อมฟังไม่รู้เรื่อง
ประการที่สาม ขึ้นชื่อว่าความรู้ ก็ต้องมีความรู้ทั่วไป และความรู้เฉพาะทาง ในทางการแพทย์ วิชาหลักของการแพทย์ตั้งแต่สมัยโบราณก็คือ อายุรศาสตร์ และศัลยศาสตร์ อย่างที่มีสุภาษิตโบราณของ Hippocrates ที่ว่า What drugs will not cure, the knife will ในขณะที่ทางกฎหมายก็มีสองวิชาหลัก คือ กฎหมายแพ่ง และกฎหมายอาญา นักศึกษาที่เรียนจบจากคณะทั้งสอง เบื้องต้นจะมีความรู้ทั่วไป ไม่เจาะจง เมื่อมาเรียนต่อความรู้ก็จะลงลึกมากขึ้น มากขึ้น จนมักมีปัญหาบ่อยๆเรื่องการเรียนที่ลึกเกินไปจนขาดการมองภาพรวม เช่น อายุรแพทย์มีการเรียนหลักสูตรต่อยอดเป็นแพทย์ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบทางเดินหายใจ นักกฎหมายก็มีการเรียนต่อเฉพาะทางกฎหมายปกครอง กฎหมายลักษณะหนี้ ฯลฯ
เท่าที่ผู้เขียนนึกออก และเคยอ่านผ่านตาก็มีประเด็นอยู่สามประเด็นอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว ถ้านึกอะไรออกอีกจะมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมอีก...
วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2551
นั่งคิด
เมื่อได้มีโอกาสนั่งคิด
ขณะนี้ผู้เขียนก็ได้็ทำตามความฝันไปส่วนหนึ่งแล้ว
-จบการศึกษาคณะแพทยศาสตร์
-ได้เรียนต่อเฉพาะทางสาขาที่ตัวเองใฝ่ฝันตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์คือ นิติเวชศาสตร์
-ได้เริ่มเรียนกฎหมายที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ความใฝ่ฝันอื่นๆที่กำลังตามมาก็ได้แก่
-ได้วุฒินิติศาสตร์บัณฑิต
-ได้เป็นหมอนิติเวชฯ
-ได้เป็นครูแพทย์
-ได้เขียนบทความทางวิชาการ
ฯลฯ
คิดๆดูมันก็น่าดีใจ
การได้มีโอกาสมานั่งคิด และชื่นชมชีวิตแบบนี้ ก็น่าดีใจ....
อยากให้ทุกคนได้มีโอกาสนั่งเฉยๆแล้วย้อนมองอดีตจนมาถึงปัจจุบัน...จะได้ดีใจกัน...
ขณะนี้ผู้เขียนก็ได้็ทำตามความฝันไปส่วนหนึ่งแล้ว
-จบการศึกษาคณะแพทยศาสตร์
-ได้เรียนต่อเฉพาะทางสาขาที่ตัวเองใฝ่ฝันตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์คือ นิติเวชศาสตร์
-ได้เริ่มเรียนกฎหมายที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ความใฝ่ฝันอื่นๆที่กำลังตามมาก็ได้แก่
-ได้วุฒินิติศาสตร์บัณฑิต
-ได้เป็นหมอนิติเวชฯ
-ได้เป็นครูแพทย์
-ได้เขียนบทความทางวิชาการ
ฯลฯ
คิดๆดูมันก็น่าดีใจ
การได้มีโอกาสมานั่งคิด และชื่นชมชีวิตแบบนี้ ก็น่าดีใจ....
อยากให้ทุกคนได้มีโอกาสนั่งเฉยๆแล้วย้อนมองอดีตจนมาถึงปัจจุบัน...จะได้ดีใจกัน...
วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
พี่น้อง
เดี๋ยวนี้เวลาผู้เขียนไปร้านอาหาร หรือร้านค้าต่างๆ
ผู้เขียนจะเรียกคนขายหรือพนักงานเสิร์ฟโดยใช้สรรพนามบุรุษที่สองว่า "คุณ" "คุณคนขาย"
คือ ไม่เรียกว่าพี่ หรือน้องอีกต่อไป (สำหรับคนแปลกหน้า)
และมักจะรู้สึกหงุดหงิดถ้าหากว่าใครมาเรียกผู้เขียนว่า"น้อง" ผู้เขียนจะรู้สึกไม่พอใจร้านค้านั้นๆ และหมดอารมณ์ที่จะซื้อของที่ร้านนั้นๆ
ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้สึกอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่....
อาจเป็นเพราะเรื่องสถานะทางสังคมที่ผู้เขียนคิดไปเองคนเดียว...
ผู้เขียนรู้สึกว่าพี่น้องในลักษณะวงศ์ญาติของผู้เขียนก็คงมีเท่าๆเดิม ไม่มีเพิ่มขึ้นอีก คงมีแต่หลานที่จะเพิ่มขึ้น ผู้เขียนรู้สึกอีกเช่นกัน ว่าคำว่าพี่ หรือน้องผู้เขียนคงสงวนไว้ใช้กับคนในวงการสาธารณสุข รุ่นพี่น้องในระดับมหาวิทยาลัย หรือคนที่สนิทในระดับหนึ่ง
อาจเป็นเพราะผู้เขียนถูกเรียกว่าหมอซะจนเคยชิน
กลายเป็นอภิสิทธิชนเกือบเต็มรูปแบบ....
ผู้เขียนจะเรียกคนขายหรือพนักงานเสิร์ฟโดยใช้สรรพนามบุรุษที่สองว่า "คุณ" "คุณคนขาย"
คือ ไม่เรียกว่าพี่ หรือน้องอีกต่อไป (สำหรับคนแปลกหน้า)
และมักจะรู้สึกหงุดหงิดถ้าหากว่าใครมาเรียกผู้เขียนว่า"น้อง" ผู้เขียนจะรู้สึกไม่พอใจร้านค้านั้นๆ และหมดอารมณ์ที่จะซื้อของที่ร้านนั้นๆ
ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้สึกอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่....
อาจเป็นเพราะเรื่องสถานะทางสังคมที่ผู้เขียนคิดไปเองคนเดียว...
ผู้เขียนรู้สึกว่าพี่น้องในลักษณะวงศ์ญาติของผู้เขียนก็คงมีเท่าๆเดิม ไม่มีเพิ่มขึ้นอีก คงมีแต่หลานที่จะเพิ่มขึ้น ผู้เขียนรู้สึกอีกเช่นกัน ว่าคำว่าพี่ หรือน้องผู้เขียนคงสงวนไว้ใช้กับคนในวงการสาธารณสุข รุ่นพี่น้องในระดับมหาวิทยาลัย หรือคนที่สนิทในระดับหนึ่ง
อาจเป็นเพราะผู้เขียนถูกเรียกว่าหมอซะจนเคยชิน
กลายเป็นอภิสิทธิชนเกือบเต็มรูปแบบ....
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)