วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554

ทำงานมา 3 ปี

ผู้เขียนเริ่มปฏิบัติงานที่ภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑ วันแรกที่มาทำงานยังมีสีทาบ้านติดที่เส้นผม ใบหน้าไหม้เกรียมจากแดดที่ร้อนแรงของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเพิ่งกลับจากค่ายอาสา จากวันนั้นก็ผ่านมาสามปีแล้ว เหตุการณ์ต่างๆทั้งในประเทศ โรงพยาบาล และภาควิชา ก็ผ่านไป

ประเทศไทยผ่านการปกครองโดยรัฐบาลสมัคร สมชาย จนมาถึงอภิสิทธิ์ สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปทุกปีๆๆ เมื่อผู้คนมีความขัดแย้ง เป็นโอกาสดีที่แพทย์ที่มีความรู้ด้านนิติเวชศาสตร์ จะได้ใช้ความรู้ทางการแพทย์ร่วมแก้ปัญหาของประเทศ ให้ความจริงปรากฏขึ้น เดิมทีแพทย์นิติเวชฯ ก็มีต้นกำเนิดจากการไปเป็นพยานในกระบวนพิจารณาที่กระทำโดยองค์กรตุลาการ (คำว่า forensic มาจากคำว่า forensis, forum ในสมัยโรมันหมายถึงสถานที่ประชุม โดยจะมีการเจรจาต่อรองเกิดขึ้น forensic medicine จึงหมายถึงการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับศาล) แต่ปรากฏว่าแพทย์นิติเวชฯหลายคนก็ไม่พร้อมกับการเข้าไปอยู่ในวังวนของความขัดแย้ง คนที่ผลั้งเผลอก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือ บางคนก็อยากจะแสดงตัวตนมากเหลือเกิน จนเกินเลยความรู้ทางการแพทย์ ผลก็คือความจริงที่ควรจะปรากฏก็ไม่ปรากฏ ความจริงที่ปรากฏก็ถูกบิดเบือนให้เป็นความจริงอีกอย่าง ไล่ตั้งแต่ เมษายน ๕๒, ๑๐ เมษายน ๕๓, ๑๙ พฤษภาคม ๕๓ ย้อนกลับไปคดีที่เป็นต้นกำเนิดของภาควิชานิติเวชศาสตร์ ก็คือกรณีสวรรคต รัชกาลที่ ๘ ข้อเท็จจริงหลายๆอย่างก็ยังไม่ปรากฏ จนถึงทุกวันนี้

โรงพยาบาลคึกครื้นขึ้นเยอะมาก มีรถบัสเข้ามาโรงพยาบาลทุกวัน เพื่อนำพสกนิกรมาแสดงความจงรักภักดี ในหลวงก็ได้ประทับที่โรงพยาบาลมาเกือบ ๒ ปีแล้ว ทีมงานข่าวสองทุ่มยังคงมาทำข่าวที่โรงพยาบาลทุกวันๆ พ่อค้าแม่ค้ารอบโรงพยาบาลคงรู้สึกปลาบปลื้มใจกับพสกนิกรที่ได้มาลงนามและไปช็อปปิ้งที่ตลาดวังหลังต่อ จนถึงตอนนี้ มาโรงพยาบาลครั้งเดียวแต่ได้ลงนามถวายพระพรถึงสองพระองค์ คือ สมเด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์

อนาคตการทำงานเดิมเหมือนจะชัดเจน แต่สุดท้ายก็ยังไม่แน่นอน เดิมผู้เขียนตั้งใจจะไปศึกษาด้านพยาธิวิทยาต่อหลังจากจบนิติเวชศาสตร์ เพื่อทำงานด้านนิติพยาธิวิทยา ปัจจุบันความคิดที่จะไปเรียนต่อก็ต้องพักไว้ก่อน ด้วยเหตุผลด้านการบริหารจัดการ ไม่เป็นไร ไปเรียนเนติบัณฑิตฆ่าเวลาก่อนก็ได้ จะระวังไม่ฆ่าเวลามากเกินไปนัก เวลามีน้อย

การเรียนภาคบัณฑิตที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ทั้งความบันเทิงและความรู้กับผู้เขียนมากมายนัก นั่งเรียนตอนเย็นทุกวัน วันละสามชั่วโมง เป็นเวลาสามปี ในที่สุด ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก็น่าจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเดือนสิงหาคม เนื่องจากเป็นการรับปริญญาครั้งที่สอง ความตื่นเต้นก็น้อยลงเป็นธรรมดา เรื่องดีๆที่ได้จากนิติศาสตร์คือการคิดวิพากษ์แบบถึงราก กฎเกณฑ์หรือหลักการต่างๆที่ดำรงอยู่ควรได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างถึงราก การให้เหตุผลเชิงคุณค่าเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าปัจเจกชนยังอยากใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อไป ก็ควรที่จะหาเหตุผลประกอบการดำเนินชีวิต ว่าเดินไปทางนี้เพราะอะไร เพื่ออะไร มีทางอื่นให้เดินหรือไม่ การเรียนในสายสังคมศาสตร์ทำให้ผู้เขียนสามารถตั้งคำถามกับข้อความคิดที่เป็นนามธรรมได้มากขึ้น จากเดิมที่เคยตั้งคำถามกับเฉพาะสิ่งที่เป็นรูปธรรมเท่านั้น กลายเป็นสงสัยไปซะทุกเรื่อง

บางครั้ง ผู้เขียนรู้สึกว่าการเลือกข้างเป็นสิ่งจำเป็น แต่จะแสดงออกหรือไม่ แสดงออกมากหรือน้อย ก็เป็นสิทธิของบุคคลนั้น ขอแค่มีเหตุผลให้กับการเลือก ว่าทำไปเพื่ออะไร เพื่อตัวเอง เพื่อสังคม เพื่อคนที่รักบูชา เพื่อหลักการนามธรรมที่ตนเองต้องการ ถ้ามีเหตุผลประกอบการตัดสินใจ เวลาผ่านไปยังมีโอกาสคิด ว่าตอนนั้นคิดผิดหรือถูก แต่ถ้าอยู่เฉยๆไปวันๆ แม้แต่ยอมรับกับตัวเองว่าทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนก็ยังไม่กล้า ก็เสียดายที่อุตส่าห์เป็นมนุษย์ สิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี

เหลือภาระอีกอย่างเดียว ณ ขณะนี้คือ การสอบเพื่อวุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชศาสตร์ ที่สนามสอบคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หวังว่าจะสอบผ่าน ได้เป็นหมอนิติเวชฯเต็มๆตัวเสียที

วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553

สิ่งที่ได้จากค่ายอาสา - ๒

ปีนี้ได้ไปค่ายอาสาน้อยวันมากๆ
ไปแค่สองวันคือวันเสาร์อาทิตย์ที่ไม่ได้อยู่เวร
งานที่ทำก็คืองานปาดปูนตามเดิม
ทั้งๆที่จริงๆแล้วก็ไม่ได้เชี่ยวชาญขนาดนั้น
แต่ ณ ขณะนี้ก็เหลือคนทำเป็นไม่กี่คน......

อาจารย์ที่ปรึกษาท่านหนึ่งเคยให้ความเห็นว่า
การไปค่ายอาสาเป็นการทดสอบสมมติฐาน....
สมมติฐานที่มีอยู่ว่า
นักศึกษาจะสามารถฝึกตนให้เป็นคนที่มีคุณภาพมากขึ้นได้หรือไม่
โดยการทำงานชิ้นหนึ่งให้ประสบความสำเร็จ
คือ การสร้างอาคารเรียนให้กับโรงเรียนแห่งหนึ่ง

ตัวช่วยที่ใช้ในการฝึกฝนตัวหนึ่ง
คือ กฎค่าย
กฎค่ายของค่ายอาสานั้นมีสภาพไม่เหมือนกฎหมาย
เป็นเพียงกฎเกณฑ์ที่ไม่มี"สภาพบังคับ"
เป็นการกำหนดให้ชาวค่ายทำหรือไม่ทำบางอย่าง
แต่ก็ไม่ได้กำหนดบทลงโทษเอาไว้
ว่าถ้าไม่ทำตาม ผลจะเป็นอย่างไร

มาตรการที่ดูเหมือนจะเป็นบทลงโทษอย่างเดียว
ก็คือ การเชิญออกจากค่าย (ให้กลับบ้าน)
แต่ในความเป็นจริงกฎเกณฑ์ที่มีลักษณะเป็นบทลงโทษข้อนี้
ก็ไม่มีการใช้อย่างจริงจังหรือเป็นกิจลักษณะ

เคยมีการยกประเด็นนี้ขึ้นสอบถามในที่ประชุม
ว่าการที่กฎค่ายไม่ได้กำหนดบทลงโทษไว้
ทำให้กฎค่ายนั้นมีสภาวะที่"เป็นหมัน"
คือ มีก็เหมือนไม่มี ไม่สามารถบังคับให้เป็นไปตามนั้นได้...

ทำไมกฎค่ายจึงไม่มีบทลงโทษ ?

เหตุผล คือ กลุ่มอาสาฯเชื่อในความเป็นมนุษย์
มนุษย์ที่อยู่รวมกันเป็นสังคม
ย่อมต้องมีการกำหนดข้อตกลงบางอย่างขึ้นมา
เพื่อประโยชน์ในการใช้ชีวิตของแต่ละคน

ตกลงกันว่าจะรับประทานอาหารในเวลา 7.00, 12.00 และ 18.00
เพื่อให้ทุกคนได้ข้าว
ตกลงกันว่าจะใช้น้ำอย่างจำกัด
เพื่อให้ทุกคนมีน้ำใช้
ตกลงกันว่าจะไม่ออกไปนอกค่าย
เพื่อความปลอดภัย

กฎเกณฑ์แต่ข้อ มีเหตุผลในการดำรงคงอยู่ของมัน
มนุษย์สามารถรับรู้เหตุผล สามารถเข้าถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์
เล็งเห็นได้ว่าการปฏิบัติตามย่อมได้ประโยชน์
จึงไม่มีความจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ที่จะมากำหนดสภาพบังคับ
บังคับให้ชาวค่ายต้องปฏิบัติตามกฎนั้นๆ

การกำหนดให้ชาวค่ายต้องปฏิบัติตามกฎค่าย
ทั้งๆที่กฎค่ายก็ไม่ได้กำหนดบทลงโทษ
เป็นการฝึกฝนชาวค่ายทำตามกฎเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม
ไม่ใช่ทำตามกฎเพียงเพราะว่ามันเป็นกฎ....

เพื่อให้การฝึกฝนดังกล่าวบรรลุผล
กฎค่ายจึงต้องมีลักษณะ
๑ สามารถปฏิบัติตามได้โดยไม่ลำบาก
๒ มีเหตุผลมารับรองประโยชน์ที่ได้จากการทำตาม
๓ กรรมการค่ายเข้าใจและยอมรับกฎข้อนั้น สามารถอธิบายเนื้อหาสาระของกฎนั้นให้ชาวค่ายใหม่เข้าใจได้

ข้อความคิดว่าด้วยกฎค่าย
ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนได้จากการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายอาสาฯมาหลายปี.....

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สิ่งที่ได้จากค่ายอาสา - ๑

เดือนหน้ากิจกรรมค่ายอาสาพัฒนา มหาวิทยาลัยมหิดลก็จะเริ่มขึ้น
ปีนี้เป็นค่ายที่ ๔๒ ซึ่งจะจัดขึ้นที่โรงเรียนบ้านนาทม อ.กุดชุม จ.ยโสธร
ส่วนพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันที่น้องนักศึกษาบางส่วนก็จะเริ่มออกเดินทางไปเตรียมค่าย
คิดแล้วก็เหงื่อแตก รู้สึกร้อนแทน......

กิจกรรมค่ายอาสาฯเป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อชีวิตผู้เขียนมาก
เป็นสิ่งหนึ่งในชีวิตที่มีส่วนหล่อหลอมบุคคลิกผู้ป่วยให้เป็นอย่างทุกวันนี้
แนวความคิดหลายๆอย่างของผู้เขียนก็ได้มาจากค่ายอาสาฯ

เรื่องหนึ่งคือคุณธรรมแห่งการวิพากษ์วิจารณ์...

ผู้เขียนเคยเป็นกรรมการค่ายอยู่ ๓ ครั้ง
ขึ้นชื่อว่าเป็นกรรมการ ก็ต้อง "ประชุม"
ประชุมชี้แจง ประชุมตามงาน ประชุมเตรียมงาน
ทุกสัปดาห์

การประชุมแต่ละครั้งเป็นการทดสอบกำลังใจและกำลังกายของกรรมการค่ายที่เข้มข้นอย่างมาก
คำถามจะถูกตั้งขึ้นมาในแต่ละประเด็นที่ได้พูดคุยกัน
ทั้งจากกรรมการด้วยกันเอง
จากกรรมการที่เป็นรุ่นพี่
และจากรุ่นพี่ที่มาเข้าร่วมประชุมในฐานะพี่ค่าย

ต่อให้ทำดีอย่างไร รู้สึกว่าทำดี หรือผลออกมาดีอย่างไร
กรรมการก็ต้องถูกถามถึงเหตุผลในการตัดสินใจกระทำสิ่งหนึ่งๆ
หรือกำลังจะทำสิ่งหนึ่ง
เหตุผลในการเลือกว่าวิธีนั้นได้ผลจริงหรือ
วิธีนั้นเป็นวิธีเดียวที่มีจริงๆหรือ คิดครบถ้วนหรือยัง
และวิธีนั้นคุ้มที่จะทำแล้วจริงๆหรือ.....
(มีใครคุ้นๆมั้ย)

นอกจากนี้ คนทำดีก็ต้องถูกตรวจสอบได้
คำพูดที่ว่า "ผมทำดีแล้ว พี่จะเอาอะไรอีก" ไม่เป็นที่ยอมรับในหมู่ชาวค่าย
(แต่คนพูดก็ไม่มีใครทอดทิ้งนะ คุยกันนอกรอบได้......)
ต่อให้คุณเป็นคนดี ทำดีมาขนาดไหน ก็ต้องทำใจยอมรับ
ว่าการกระทำทุกอย่างในค่ายมันต้องมีคำตอบ ให้กับคนที่อยากรู้
การดำเนินการต้องมีเหตุผลเพียงพอ
เพราะเงินที่ได้มาจากสังคม ที่คาดหวังให้เงินนักศึกษาเพื่อพัฒนานักศึกษา
ถ้าทำค่ายแล้วทำงานเหมือนๆเดิม ก็น่าคิดว่าสังคมจะได้อะไรเพิ่มหรือไม่จากการทำค่ายฯ

ดุเดือด ถึงใจ
ได้รับแนวคิดเรื่องคุณธรรมแห่งการวิพากษ์วิจารณ์จากการประชุมค่ายอาสาฯนี่แหละ

วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ตอนนี้เป็นหมออยู่

นั่งอยู่ดีๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่า....
ตอนนี้เป็นหมออยู่........

ตั้งแต่อนุบาล ประถมจนถึงมัธยม....
นึกไม่ออกว่าช่วงชีวิตที่ไม่ได้เรียนหนังสือจะเป็นอย่างไร
ยิ่งมาเลือกเรียนคณะแพทยศาสตร์
เรียนยาวอีก ๖ ปี
จนตอนนี้ก็ยังเรียนอยู่
เรียนทั้งนิติเวชศาสตร์และนิติศาสตร์
และมีแนวโน้มว่าต้องเรียนต่อ......

พอนึกขึ้นมาได้
ว่าตอนนี้ทำงานและมีเงินเดือน
ก็รู้สึกแปลกๆขึ้นมาทันที.....

แต่อย่างไรก็ดี
ก็ยังคิดว่าตัวเองโชคดี
ที่ได้ทำตามฝันของตัวเอง
เพราะมีอีกหลายคนไม่มีโอกาสแม้แต่จะฝัน......

งานหนักแค่ไหน ก็ท่องไว้ในใจ
Autopsy สนุกที่สุด......

วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ศัตรูร่วม

เมื่อได้ติดตามข่าวสารต่างๆเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของอดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เขียนก็เกิดความคิดขึ้นมาอย่างหนึ่ง

เมื่อใดที่ต้องการความสามัคคีจากคนกลุ่มหนึ่ง
ให้หาศัตรูมาให้พวกเขามีร่วมกันหนึ่งคน
พวกคนเหล่านี้จะมีความสามัคคีขึ้นมาอย่างแน่นแฟ้น
คนที่เคยเกลียดกันก็ยอมมาร่วมมือกัน
เพื่อกำจัดศัตรูร่วมคนนี้

ประเด็นที่ได้ผลอยู่เสมอๆก็คือศัตรูของชาติ
อย่างเช่นในขณะนี้ ทักษิณก็เป็นศัตรูร่วมของคนในชาติจำนวนหนึ่ง
เป็นผู้ทรยศต่อชาติ ไม่รักชาติ
เหมือนอย่างเช่นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหรือพม่าในอดืต

เนื่องจากในประเทศไทยยังมีคนเป็นกลางอีกจำนวนหนึ่ง
การเอาบุคคลคนเดียวมาเป็นศัตรู ดูไม่สมเหตุสมผลในสายตาคนเป็นกลางเหล่านี้
รัฐบาลก็ต้องขยายผล
ให้ประเทศกัมพูชามาเป็นศัตรูร่วมของคนไทยทั้งหลายอีก
อาศัยความรู้สึกที่"เหนือกว่า"ของประเทศไทย
เป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลได้เสียงสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น
ถ้าผลเอแบคโพลสามารถเชื่อได้ ก็แสดงว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จในการสร้างศัตรูร่วม

เปรียบเทียบกับวงการอื่น
การแข่งกีฬา ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสามัคคี
แต่มองในอีกมุมหนึ่ง
ลักษณะก็คล้ายกัน คือหาศัตรูร่วมมาให้
สมาชิกภายในสังกัดนั้นๆ ก็เกิดความสามัคคีกันขึ้นมา
เพื่อหาทางเอาชนะศัตรูให้ได้

ในวงการแพทย์ ศัตรูร่วมของแพทย์ ก็คือ
บรรดาคนไข้ขี้ฟ้องทั้งหลาย
ที่บังอาจมาคุกคามเสถียรภาพของวิชาชีพ
กลุ่มแพทย์ที่อยากหาเสียงในวงการแพทย์
ก็ต้องสร้างศัตรูร่วมให้เป็นรูปเป็นร่าง
เกิดความรู้สึกว่า"มีอยู่จริง"
บรรดาแพทย์ทั้งหลายที่มีอีโก้ในตัวเองสูงส่ง
ก็จะรวมตัวเข้ากัน สร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กร
ต่อกรกับศัตรูร่วม (ที่ถูกสร้างขึ้นโดย....?)

ความสามัคคีที่เกิดจากศัตรูร่วม จะหายไปเมื่อศัตรูร่วมหายไป
ดังนั้นเพื่อให้คึวามสามัคคีนี้คงอยู่
ก็ต้องหาศัตรูร่วมมาใหม่เรื่อยๆ
ระวังอย่าไปเป็นศัตรูร่วมของใครก็แล้วกัน

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2552

บริบทของสังคมไทย?

ถ้าหากว่าคุณเถียงใครไม่ได้ทุกวันนี้
คำตอบไม้ตายอย่างหนึ่งคือ
"ที่คุณพูดมันก็ถูก
แต่....มันก็ต้องดูบริบทของสังคมไทยด้วย
เอาแนวคิดฝรั่ง (หรือตะวันตก หรือคนอื่น) มาใช้
มันไม่ได้ผลหรอก...."

อาจให้เหตุผลเพิ่มเติมว่าที่มันไม่ได้ผล
เพราะคนไทยมัน"ห่วย"

ผู้เขียนรู้สึกสงสัยเป็นอย่างยิ่ง
ว่าบริบทของสังคมไทยมันคืออะไรกันแน่ ?
บางคนอาจใช้คำง่ายๆว่า "ไทยๆ"
บางคนใช้คำว่า "วัฒนธรรมไทย"
บางคนที่อยากให้ดูดีก็ใช้คำว่า "วัฒนธรรม ประเพณีอันดีงาม"

เป็นกับทุกวงการ
ที่ผู้เขียนเจอกับตัวก็คือ
เรื่องการแพทย์และกฎหมาย
เรื่องกฎหมายก็พบเห็นได้ทั่วไปอยู่แล้ว ตามสื่อต่างๆ
และในห้องเรียน.....

ในวงการแพทย์
ผู้เขียนได้ยินมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา
แนวความคิดที่ว่า
บางทีการแพทย์แผนตะวันตกอาจไม่เหมาะกับคนไทย
เพราะมันไม่อบอุ่น...
หรือ
ผู้ป่วยชาวไทยไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะตัดสินใจได้เอง
(ไม่ค่อยเชื่อในหลัก autonomy หรือ self-determination)
ประมาณ พอๆกับเชื่อเรื่องชาวบ้านซื้อได้ด้วยการซื้อเสียง

บริบทของสังคมไทยเท่าที่ผู้เขียนสังเกตได้
คือการแสดงออกในลักษณะแนวความคิดอำนาจนิยม
เอาอำนาจเป็นใหญ่
แลความไม่เชื่อในสามัญชน ประเทศชาติจะเจริญได้
ก็ด้วยแต่ชนชั้นนำที่มีคุณภาพจึงจะนำพาชาติไปได้

เข้าใจว่านี่แหละคือบริบทสังคมไทยที่แท้จริง...

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

หากินกับความขี้เกียจ

ความขี้เกียจสามารถเป็นช่องทางทำมาหากินให้กับใครก็ได้
เพราะความขี้เกียจเป็นสิ่งที่มีติดตัวมนุษย์ทุกคน
มากบ้างน้อยบ้าง
เป็นพิษบ้าง ช่วยให้สบายบ้าง

ตัวอย่างสิ่งที่หากินกับความขี้เกียจอย่างแรกคือ
ศูนย์สุขภาพที่โฆษณาว่า
สามารถลดน้ำหนักได้โดยไม่ต้องออกกำลังกาย
จะเห็นว่า คำโฆษณาดังกล่าวฝืนความรู้สึกอยู่ในที่
ถ้าได้เรียนสปช. นักเรียนก็ย่อมต้องรู้ว่า
การจะมีสุขภาพดีได้ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
แต่คนในสังคมปัจจุบัน
ขี้เกียจออกกำลังกาย
แต่ก็ยังอยากรักษาสุขภาพ
การลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนโดยไม่ต้องออกกำลังกาย
ทำให้ฝันของพวกเขาเป็นจริง
ไม่ต้องเสียเวลาออกกำลังกายอาทิตย์ละ 3 วัน วันละครึ่งชั่วโมง
ก็สามารถผอม หุ่นดีได้ !
ฝันที่เป็นจริงของคนขี้เกียจ (ที่มีเงิน)

ต่อมาคือ การกินนมหรืออาหารเสริมทำให้เด็กฉลาด
โดยไม่ต้องกินข้าวหรืออ่านหนังสือ
สุดยอด ! นั่งกินนอนกินนมอัจฉริยะไปวันๆ
ก็ทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้
เพราะสมัยนี้ พัฒนาการตามวัยมันไม่ทันชาวบ้านเขาเสียแล้ว
ต้องเป็นที่หนึ่ง เป็นที่หนึ่งในทุกๆด้าน
ถ้าไม่อยากใช้ยาเสพติด ก็ต้องนมอัจฉริยะนี่แหละ
ฝันที่เป็นจริงของพ่อแม่ขี้เกียจหาข้าวให้ลูกกิน

ล่าสุด
หนังสือเบสท์เซลเลอร์
ยังไม่ได้อ่าน แต่ได้ข่าวมาว่า เพียงแค่คุณจินตนาการ
วาดฝันว่าคุณทำได้ คุณก็จะประสบความเร็จในชีวิต
สุดยอดที่สุด ไม่ต้องทำอะไร
นั่งคิดไปวันๆ ว่าฉันจะรวย ฉันจะใหญ่โต
ฝันก็เป็นจริงได้

หากินกับความขี้เกียจกันเถอะ...

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2552

รวมข่าว

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P7762307/P7762307.html

http://www.economist.com/world/asia/displaystory.cfm?story_id=13496103

http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/8012145.stm

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552

นาฬิกา และความศักดิ์สิทธิ์

ในค่ายอาสา จะมีกรรมการอยู่หนึ่งฝ่าย เรียกว่าผู้รักษาเวลา
เขาคนนี้จะมีหน้าที่รักษาเวลาให้กับชาวค่าย
โดยการใช้นกหวีดเป่าให้ชาวค่ายทุกคนได้ยิน
เป็นการเตือนชาวค่ายว่าถึงเวลาทำกิจกรรมนั้นๆแล้ว
และเป็นบอกเวลาชาวค่ายไปในตัว

ครั้งหนึ่งในวงประชุมเช้า
มีพี่ค่ายคนหนึ่งเสนอให้พวกเราชาวค่าย
ปลดปล่อยตัวเองออกจากพันธนาการของเวลา
เพราะไหนๆก็มาค่ายแล้ว
ลองไม่สนใจเวลาดูบ้าง
ถอดนาฬิกาข้อมือออกเสีย
ปล่อยตัวเองให้หลุดพ้นจากกรอบของเวลา
ที่คอยบังคับให้เราต้องทำโน่นทำนี่ตามกำหนดการประจำวัน
แล้วทำตามผู้รักษาเวลา เมื่อผู้รักษาเวลาให้สัญญาณ
เมื่อได้ยินดังนั้น น้องๆชาวค่ายก็ประทับใจ
จึงลองทำตาม แล้วก็รู้สึกดีๆกับการไม่ต้องคอยมองดูนาฬิกา
อย่างที่เคยทำในชีวิตประจำวัน

จนกระทั่งเวลาผ่านไป
ความที่พี่ๆค่ายอยากให้น้องค่ายรู้สึกดีๆแบบที่ตัวเองเคยรู้สึกบ้าง
จึงบอกกับน้องค่ายใหม่
ว่าให้ถอดนาฬิกาข้อมือออก จะได้ไม่ต้องดูเวลา
แล้วจะรู้สึกสบายใจ
โดยลืมไป ถึงเหตุผลที่แท้จริงที่นำมาซึ่งความสบายใจนั้นๆ
และกลับกลายเป็นว่าพี่ค่ายบางส่วนเข้าใจว่า
การไม่ใส่นาฬิกาข้อมือ เป็นการกระทำเพื่อให้เวลาของผู้รักษาเวลนั้น
เป็นเวลาที่ศักดิ์สิทธิ์
มีเฉพาะผู้รักษาเวลาเท่านั้นที่รู้เวลาที่แท้จริง
เมื่อผู้รักษาเวลาบอกเวลา จะได้ไม่มีใครโต้เถียง

จะเห็นได้ว่า ปัญหาที่เกิดคือความหวังดีที่เปี่ยมล้นของพี่ค่าย
ที่อยากให้น้องค่ายให้รับสิ่งดีๆที่ตนได้รับ
จนลืมกระบวนการของการคิดพิจารณาว่าจะให้ได้สิ่งดีๆนั้นอย่างไร

และอย่างที่สองคือความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์
ความศักดิ์สิทธิ์ของเวลาในค่ายอาสานั้น
ไม่ได้มาจากการห้ามคนพูดถึง
ไม่ได้มาจากการจำกัดข้อมูล
ไม่ได้มาจากการห้ามคนอื่นล่วงรู้ความจริง
และไม่ได้มาจากการบังคับไม่ให้รู้ความจริง
แต่มาจากความเชื่อถือ ความมั่นใจในตัวผู้รักษาเวลา
ว่ากำลังรักษาเวลาเพื่อคนทั้งค่าย
เพื่อให้กิจกรรมต่างๆภายในค่ายสามารถดำเนินไปได้ลุล่วง
ถึงแม้บางครั้งผู้รักษาเวลาอาจจะเป่านกหวีดเลยเวลาที่ตกลงกันไปบ้าง
แต่กระทำนั้นย่อมมีข้ออธิบายได้เสมอ
เพราะทำไปเพื่อประโยชน์ของทุกคนภายในค่าย

วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2552

โลกแห่งความไม่แน่นอน

ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งความไม่แน่นอน
โลกที่ไม่สามารถบอกอะไรๆได้แน่นอน
ไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรถูก
ไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรผิด
โลกแห่งความคลุมเครือ
ที่ที่ทุกคนต่างก็ไม่อยากจะให้คำตอบชัดเจน
ทั้งๆที่คำถามเหล่านั้นก็มีคำตอบที่ชัดเจนอยู่ในตัวเอง

ครั้งหนึ่งความขี้เกียจเคยเป็น 1 ในบาป 7 ประการ
แต่ในโลกแห่งความไม่แน่นอน
ความขี้เกียจอาจจะเป็นเรื่องถูกหรือผิดก็ได้
ก็เพราะเขาเป็นคนแบบนี้ ช่วยไม่ได้
ก็คนเรามันมีเป้าหมายของชีวิตแตกต่างกัน
ก็เขามีอายุแล้ว ผ่านโลกมามากแล้ว ให้เขาได้พักเถอะ...

ครั้งหนึ่ง เคยเชื่อกันว่าหมอ พระ ครู เป็นผู้ใจบุญ
เป็นผู้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ครบพรหมวิหารสี่
แต่ในโลกแห่งความไม่แน่นอน
คนเหล่านี้เป็นได้ตั้งแต่เทวทูตจนถึงซาตาน
ขึ้นอยู่กับดวงของท่านว่าจะเจอแบบไหน...

ครั้งหนึ่งมีคนเอานิ้วชื้ไปที่สิ่งต่างๆแล้วบอกว่า สิ่งนั้นผิด สี่งนี้ถูก
เพราะอย่างนั้น เพราะอย่างนี้
แต่ทุกวันนี้ ในโลกแห่งความไม่แน่นอน
ไม่มีใครเชื่อเขาอีกแล้ว
และต่างคนก็เหตุผลต่างกันไป
ว่าเพราะอย่างนี้ อย่างนั้น
สิ่งนั้นจึงผิด และสิ่งนี้จึงถูก...

วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551

โง่ได้ แต่อย่าชั่ว

คำพูดที่ว่า "หมอโง่ได้ แต่อย่าชั่ว" เป็นคำพูดที่นักศึกษาแพทย์จะได้ยินกันหลายครั้งมาก ในช่วงของการรับน้อง โดยเฉพาะช่วงปลูกฝังอุดมการณ์เพื่อสังคม อย่างการว้าก หรือการอบรม และแน่นอนว่าคำพูดนี่ถูกใจบรรดานักศึกษาใหม่ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความฝัน และความหวังที่จะได้ทำอะไรดีๆเพื่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง

แต่ถ้าพิจารณาดูให้ดีๆแล้ว ประโยคสั้นๆประโยคนี่มีความนัยที่ซ่อนอยู่หลายอย่าง ซึ่งทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าประโยคนี่เป็นเพียงประโยค "พูดเอามัน" เท่านั้น

ความหมายของคำว่าชั่ว
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าพอพูดประโยคนี้แล้วรู้สึกมันในอารมณ์ก็เป็นเพราะมีคำว่าชั่วอยู่ในประโยคนี่แหละ คำว่าชั่วนี้ดูชัดเจนดี สั้นๆ ดิบๆ หมายถึงความไม่ดี ไม่งาม เลวร้าย ย่ำแย่ เวลาจะพูดโจมตีใครก็ต้องเอาคำคำนี้ไปพูดเสียหน่อย เช่น รัฐบาลชั่ว นักการเมืองชั่ว ซึ่งก็น่าสนใจว่าคำว่าชั่วที่ว่านี้ กินความขนาดไหน การทุจริต คอรัปชั่น โกงกินบ้านเมือง การกระทำอนาจาร ฆ่าผู้อื่น นี่คือตัวอย่างของความชั่วที่เห็นได้ชัด แต่ผู้เขียนอยากจะตั้งคำถามว่าการกระทำเหล่านี้จะถือว่าเป็นความชั่วด้วยหรือไม่ การขี้เกียจเรียนหนังสือ การทุจริตโดยการลอกรายงาน การลอกข้อสอบ การรับผลประโยชน์จากบริษัทยา การประพฤติตนเป็นชนชั้นศักดินา ฯลฯ

ความหมายของคำว่าโง่
คำว่าโง่ ในความหมายของคนทั่วๆไป มักจะเข้าใจว่ามีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ๑ ความไม่รู้ในเนื้อหาทางวิชาการ ๒ ความเบาปัญญา ไม่สามารถพิจารณาเรื่องราวต่างๆได้อย่างซับซ้อน ในที่นี่คำว่าโง่คงเป็นความหมายอันแรก โดยรวมก็จะสรุปได้ความว่าหมอสามารถขาดความรู้ทางวิชาการได้ ถ้าหมอเป็นคนดี (คือไม่ชั่ว)

ความรู้มีมากมาย ไม่สามารถรู้ได้หมด
เพื่อความเป็นธรรม ความจริงแล้วความรู้ทางการแพทย์นั้นมีมากมายเหลือคณานับ จึงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่คนธรรมดาๆจะสามารถรู้ครอบคลุมไปได้หมด แต่ประเด็นที่ผู้เขียนอยากจะชี้คือ การเป็นคนดีสามารถเป็นข้ออ้างให้กับความไม่รู้นั้นได้หรือไม่? ความไม่รู้นั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร? ถ้าเป็นคนดีตั้งใจขยันเรียน จะทำให้รู้ความรู้นั้นหรือไม่? ความชั่วที่ว่ามาคือการกระทำระหว่างเรียน หรือระหว่างทำงาน หรือทั้งสองเวลา? อีกประเด็นหนึ่งที่น่าคิด คือการพูดแบบนี้กันมากๆเวลามีความผิดพลาดเกิดขึ้น ผู้เขียนไม่แน่ใจว่ามันเป็นเพียงการแก้ตัว การหาข้ออ้าง โดยไม่จำเป็นหรือเปล่า แทนที่จะมาหาว่าความผิดพลาดเกิดจากอะไร กลับสรุปว่าเราเป็นคนดีแล้ว เท่านั้นหรือ...

โง่ได้แต่อย่าชั่ว เพราะจะไม่มีใครทำอะไรคุณได้
เพราะคุณฉลาด เพราะคุณอยู่ในสถานะที่ไม่มีใครทำอะไรคุณได้ คนอื่นก็ต้องพึ่งพาคุณ ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย อย่างที่ใครคนหนึ่งเคยว่าไว้ว่าสังคมไทยอยู่กับที่ส่วนหนึ่ง เพราะระบบอุปถัมภ์ ซึ่งวงการแพทย์เองก็ไม่มีข้อยกเว้น ผู้เขียนคิดว่าโจทย์สำคัญข้อหนึ่งคือ วงการแพทย์จะสามารถก้าวพ้นวิกฤติศรัทธาจากคนในสังคมปัจจุบันได้อย่างไร ผู้เขียนคิดว่าทางหนึ่งที่พอจะแก้ปัญหาได้คือการกำจัดระบบอุปถัมภ์ โดยการให้ความมั่นใจกับสังคมว่า คนชั่วในวงการแพทย์จะต้องได้รับการกำจัดอย่างเด็ดขาด โดยผ่านการกระบวนการบังคับ หรือสภาพบังคับที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถให้คำตอบกับสังคมได้ ตามหลักการรัฐสมัยใหม่ที่ประชาชนจะต้องได้รับการคุ้มครอง มีสิทธิ เสรีภาพอย่างที่พึงมีพึงได้

ถ้าไม่ชั่ว ก็คงไม่โง่มากนัก
อย่างที่ว่ามา ความรู้วิชาแพทย์นั้นกว้างขวางและเกิดใหม่ทุกวัน ผู้เขียนเชื่อว่าแพทย์เองไม่ต้องเป็นคนดีมากนัก แต่ด้วยความเป็นแพทย์ ความอยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ จะทำให้แพทย์มีแรงผลักดันตนเอง ให้พ้นจากความโง่ได้ในที่สุด เพื่อที่พวกเราจะได้ไม่ต้องมาพร่ำบอกรุ่นน้องว่า "หมอโง่ได้..." ต่อไปอีก

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ความฝัน ความโง่

เพื่อนผู้เขียนคนหนึ่งเคยเอ่ยว่า
"การทำตามความฝันเป็นเรื่องโง่ๆ"

เป็นคำพูดเสียดสีที่ได้ผลอย่างมาก ในแง่ความต้องการเสียดสี
สำหรับคนในวัยหนุ่มสาว ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า"พลังหนุ่มสาว"
ความฝันเป็นสิ่งสวยงาม เป็นเป้าหมายของชีวิตที่หลายคนอยากไปให้ถึง
บางคนฝันอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์
บางคนฝันอยากเป็นครู
บางคนฝันอยากเป็นเศรษฐี (ผู้ใจบุญ)
บางคนฝันอยากเป็นนายกฯ...

ความฝันจึงเป็นสิ่งที่ให้ความรู้สึกด้านบวก
ในขณะที่ความโง่....
คือคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ
คือคนที่ทำอะไรแบบไม่คิด
คือคนที่ทำให้ชีวิตตัวเองล้มเหลวพลาดพลั้ง
คือให้ความรู้สึกเป็นลบ....

คำสองคำนี้จึงไม่น่ามาอยู่ด้วยกันได้....

แต่เมื่อพิจารณาดีๆ
ในบริบทของสังคมไทย (หรือไทยๆ)
การทำตามความฝันมันช่างเป็นเรื่องที่ทำได้ยากจริงๆ
เมื่อคนคนหนึ่งพยายามทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
คนคนนั้นก็คือ "คนโง่"

ทำไมหล่ะ ทำตามความฝันมันยากตรงไหน
ก็ถ้าคนคนนั้นเกิดมีความฝันที่ทำได้ง่ายๆ
เช่น เป็นคนดีของพ่อ เป็นคนขายประกัน
การทำตามความฝันก็ไม่ใช่เรื่องยาก

ปัญหานี้มักจะเกิดกับคนที่ดันฝันในสิ่งที่ทำได้ยากขึ้นมา
คำว่าทำได้ยากในที่นี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะข้อจำกัดทางด้านกายภาพ
แต่หมายรวมถึงข้อจำกัดทางด้านสังคม
ที่สำคัญที่สุดคือเรื่อง"รายได้"
ค่าครองชีพที่พุ่งทะยานอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นข้อจำกัดที่สำคัญในการทำตามความฝัน
ฝันอยากเป็นนักฟุตบอลระดับโลก ต้องเริ่มจากการไปเป็นนักฟุตบอลของสโมสรกุยบุรี
....ผู้เขียนไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเงินเดือนของนักฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยเป็นเท่าไหร่

นอกจากนี้ยังรวมถึงคนที่ฝันหลายอย่าง
ฝันอยากทำอาชีพที่ได้เงินเดือนน้อย แต่ก็อยากอยู่บ้านแลนด์แอนด์เฮ้าส์ อยากคลอดโดยการผ่าตัดทางหน้าท้องที่โรงพยาบาลระดับบำรุงราษฎร์ อยากส่งลูกไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์...
แต่ทางแก้ของคนที่ฝันประเภทนี้ไม่ยาก แค่เลือกเอาความฝันที่พอทำได้เป็นเป้าหมาย แล้วทำให้เสร็จเป็นอย่างๆไป ชีวิตก็คงมีความหวังขึ้นมาบ้าง....

หลังจากที่คิดมานาน ข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคก็การทำความฝันคือ
"เงิน" และ "เวลา"

เมื่อมีปัญหา ก็ต้องมีแนวทางการแก้ไข
แนวทางการแก้ไขก็คือ
"การดำรงชีวิตการหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง"

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ผู้ชายเจาะหู และซอมอตอ

วันนี้นั่งนึกๆดู
ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ทัศนคติของผู้เขียนได้เปลี่ยนไปหลายอย่าง
ยกตัวอย่างเช่น

เรื่องผู้ชายเจาะหู
เมื่อก่อนผู้เขียนไม่ชอบผู้ชายที่เจาะหูและใส่ต่างหูเป็นอย่างมาก เพราะ เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิง ดูเหมือนตุ๊ด และอื่นๆ โดยเฉพาะถ้าเป็นนักศึกษาแพทย์ จะยิ่งเพิ่มดีกรีความเกลียด เพราะ ลักษณะที่พึงประสงค์ของแพทย์คือความภูมิฐาน ความปรกติ เป็นระเบียบ และเรียบร้อย
แต่ทุกวันนี้ผู้เขียนกลับรู้สึกเฉยๆ เมื่อเดินผ่านนักศึกษาแพทย์ชายที่เจาะหู และกลับคิดว่าเป็นสิทธิของเขา.... ถ้าเขาอยากใส่ เขาก็ควรจะได้ใส่ แต่เขาก็ต้องพร้อมที่จะรับผลการกระทำของตัวเขาเอง เช่น การถูกหมอคนอื่นๆ และคนไข้มองด้วยสายตาที่ไม่ปรกติ และพร้อมรับการลงโทษ ถ้าคณะแพทย์ฯออกกฎว่าผู้ชายห้ามใส่ต่างหู...

เรื่องของซูโม่ตู้
ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับซูโม่ตู้ เรื่องทอล์คโชว์ของเขา และบทสัมภาษณ์เผยแพร่ในอินเตอร์เนต
อ่านได้ที่ http://www.thaingo.org/webboard/view.php?id=13478
เมื่อก่อนตอนเด็กๆ ผู้เขียนก็รู้สึกคล้ายๆซูโม่ตู้อยู่บ้าง
ความรู้สึกแบบชนชั้นกลางที่คิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่าง
แต่มาวันนี้ พอได้อ่านคำสัมภาษณ์ของซอมอตอแล้ว
รู้สึกน่ารำคาญ และน่าโมโหจริงๆ....

วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ข้อเสนอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๑

เรียน ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก
ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๔๒๒ ถนนพญาไท แขวงวังใหม่
เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ๑๐๓๓๐

เรื่อง: ข้อเสนอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ความรุนแรงจากการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ที่หน้ารัฐสภา โดยมีนายสุรสีห์ โกศลนาวิน เป็นประธาน เพื่อตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ความไม่สงบระหว่างตำรวจและผู้ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ภายใต้อำนาจหน้าที่ของ กสม.

กลุ่มประชาชนผู้ห่วงใยประเทศไทย ซึ่งเป็นการรวมตัวอย่างไม่เป็นทางการของนักกิจกรรม นักศึกษา นักวิชาการ และประชาชนที่ได้ติดตามสถานการณ์การเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนการจัดตั้งคณะอนุกรรมการฯ เพื่อดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ดังกล่าว และขอแสดงความคิดเห็นและข้อเรียกร้องดังนี้:

๑.คณะอนุกรรมการฯ ต้องดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่การละเมิดสิทธิฯโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงการกระทำของกลุ่ม พธม. ด้วย โดยอาศัยหลักการของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง (ICCPR) ที่รัฐบาลไทยได้ให้การภาคยานุวัติเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๙ โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติและมีความเอนเอียงทางการเมือง เนื่องจากได้มีกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเช่นเดียวกัน เช่น:
·กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายถูกผู้ชุมนุมกลุ่มพธม.ใช้ด้ามธงแทงเข้าจนทะลุปอด ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส
·กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกยิงจนบาดเจ็บสาหัส
·กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกผู้ชุมนุมขับรถชนหลายนาย
·กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ถูกผู้ชุมนุมรุมทำร้ายทุบตีร่างกายและศีรษะจนสมองบวม
เป็นต้น

๒.คณะอนุกรรมการฯ ต้องดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกลุ่มพธม.ที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ด้วย ทั้งนี้ อาจจะมีการตั้งคณะอนุกรรมการฯ ขึ้นมาโดยเฉพาะ หรือขยายบทบาทหน้าที่ (mandate) ของคณะอนุกรรมการฯ นี้ก็ได้ โดยจะต้องดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณีต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย:
·การปะทะกันที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่ม พธม. และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๑ โดยเฉพาะการเสียชีวิตของณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสงและการบาดเจ็บของทั้งสองฝ่าย ซึ่งในกรณีนี้ ควรตรวจสอบว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกลุ่มพธม. หรือกลุ่มนปช. หรือทั้งสองฝ่ายหรือไม่ ว่าเป็นการละเมิดสิทธิภายใต้มาตรา 6 ของ ICCPR ที่ว่า “มนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะมีชีวิตมาแต่กำเนิด...บุคคลจะต้องไม่ถูกทำให้เสียชีวิตโดยอำเภอใจ” หรือไม่
·การที่ พธม. กล่าวปราศรัย และใช้พื้นที่สื่อในเครือผู้จัดการบิดเบือนข้อมูล โจมตีทำลายชื่อเสียง และสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นต่อนักกิจกรรม นักวิชาการ และนักสหภาพแรงงาน ที่มีความคิดเห็นและ/หรือข้อเสนอทางการเมืองต่างจากของกลุ่ม พธม. (อาทิ กรณี รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ จอน อึ๊งภากรณ์ รศ.ดร.โคทม อารียา ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล โชติศักดิ์ อ่อนสูง จิตรา คชเดช สมบัติ บุญงามอนงค์ เป็นต้น) อันเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้ ในบางกรณีได้มีการเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงต่อคนเหล่านั้นอีกด้วย ถือเป็นการขัดต่อข้อ 19 ของ ICCPR ที่ว่า “การใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกมีข้อจำกัด ในการเคารพสิทธิหรือชื่อเสียงของผู้อื่น” และ ข้อ 20 ข้อย่อย 2 ที่ว่า “การสนับสนุนให้เกิดความเกลียดชังในชาติ เผ่าพันธุ์ หรือ ...ซึ่งยั่วยุให้เกิดการเลือกปฏิบัติ การเป็นฏิปักษ์หรือการใช้ความรุนแรง เป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมาย”
·การบุกยึดทำเนียบรัฐบาลและสถานีโทรทัศน์ NBT การปิดล้อมรัฐสภา ตลอดจนการชุมนุมโดยมีอาวุธในครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นมีด หนังสติ๊ก ท่อเหล็ก ปืน หลาย ๆ กรณี ของพธม. รวมทั้งวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ตามที่ปรากฏในรายงานข่าวทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เนื่องจากตามมาตรา 21 ของ ICCPR ที่ว่า สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับความคุ้มครอง การจำกัดการใช้สิทธินี้จะกระทำมิได้ นอกจาก ... เพื่อการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่สามารถทำได้ ถ้าเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น

ทางกลุ่มฯ ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นเสาหลักในการเสริมสร้างวัฒนธรรมการเคารพสิทธิมนุษยชน ตามเจตนารมณ์ของการก่อตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ปรากฏในหลักการปารีส (Paris Principles)

ที่สำคัญ กลุ่มฯ ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติคอยเฝ้าระวังและตรวจสอบการกระทำของทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินอยู่ ทั้งนี้ เพื่อสร้างสังคมที่เคารพสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง

ขอแสดงความนับถือ

วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2551

แถลงการณ์ประณามการเลือกปฏิบัติต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจของกลุ่มแพทย์ฯ

ตามที่มีรายงานข่าวว่ากลุ่มอาจารย์แพทย์ พยาบาล และแพทย์ประจำบ้านของโรงเรียนแพทย์ 8 สถาบัน รวมถึงคณะจิตแพทย์ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ได้ประกาศงดการตรวจและรักษาเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเป็นการใช้ “มาตรการทางสังคม” แสดงความไม่เห็นด้วยต่อวิธีการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมานั้น

องค์กรสิทธิมนุษยชนและผู้มีรายนามด้านล่างนี้ ขอประณามการตัดสินใจดังกล่าวเนื่องจากเป็นการขัดหลักสิทธิมนุษยชนและหลักจรรยาบรรณแพทย์อย่างร้ายแรง

การกระทำดังกล่าว ไม่เพียงเป็นการละเมิดหลักจรรยาบรรณแพทย์ที่เน้นประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย เท่านั้น หากยังละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองไว้ในทั้งกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนและรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ซึ่งได้ประกันว่าสิทธิในชีวิตและสิทธิในการได้รับการบริการทางสาธารณสุขเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน สิทธิดังกล่าวนี้อยู่บนพื้นฐานหลักการที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งของการใช้มาตรฐานสิทธิมนุษยชนทั้งปวง คือ หลักการไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าบนพื้นฐานใด ๆ ไม่ว่าจะเป็น เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือทางอื่น เผ่าพันธุ์ แห่งชาติ หรือสังคม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่นๆ

และแม้แต่กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Laws) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้กำกับการปฏิบัติของรัฐและผู้เกี่ยวข้องในภาวะสงคราม ที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นรัฐภาคีมาตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2497 นั้น ยังรับประกันสิทธิของผู้ได้รับบาดเจ็บในการได้รับการรักษาและดูแลทางการแพทย์ รวมถึงการได้รับการรักษาจากฝ่ายคู่กรณีของความขัดแย้ง

ด้วยหลักการต่าง ๆ ข้างต้น การปฏิเสธการให้การรักษาแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะในภาวะความรุนแรงที่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ถูกทำร้ายโดยฝ่ายผู้ชุมนุมเช่นกันนั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้ การแจ้งว่าตำรวจสามารถรับการรักษาได้หากไม่ได้แต่งชุดเครื่องแบบเจ้าหน้าที่หรือไม่ได้แจ้งว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ นอกจากจะมิไช่เป็นหนทางออกจากสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว ยังตอกย้ำการเลือกปฏิบัติ อันจะส่งผลให้ชีวิตและสุขภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีศักดิ์และสิทธิเช่นเดียวกับผู้ป่วยคนอื่นๆตกอยู่ในความเสี่ยงได้

เราจึงขอเรียกร้องดังนี้

1. ให้สถาบันทางการแพทย์ต่าง ๆ เคารพและยึดถือหลักการไม่เลือกปฏิบัติ หลักสิทธิมนุษยชน และจรรยาบรรณแพทย์ ในการปฏิบัติหน้าที่ของตน และดำเนินมาตรการทางวินัยต่อผู้ที่ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามหลักการดังกล่าว

2. ให้แพทยสภาและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าตรวจสอบและดำเนินการตรวจสอบจริยธรรมและมาตรฐานทางการแพทย์ของกลุ่มแพทย์ดังกล่าวโดยทันที

ด้วยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความแตกต่างของความคิดเห็นทางการเมืองและความรุนแรงที่เกิดขึ้นสืบเนื่องจากนั้น จะไม่ทำให้สังคมไทยละเลยการเคารพคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน

วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2551

บันทึกเดือนตุลาคม

วันนี้วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๑
ช่วง ๒-๓ ที่ผ่านมามีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้น
ผู้เขียนจึงอยากบันทึกไว้กันลืม

-พลตรีจำลองถูกจับกุมข้อหากบฎขณะไปเลือกตั้งผู้ว่าฯกรุงเทพฯ
-กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนขบวนไปหน้ารัฐสภาเพื่อขัดขวางการแถลงนโยบายของรัฐบาล
-เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเช้าวันที่ ๗ ตุลาคม
-มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากแก๊สน้ำตา
-มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากระเบิด
-มีตำรวจได้รับบาดเจ็บจากการถูกรถทับ และธงแทงหน้าอก
-กลุ่มพันธมิตรฯยืนยันให้รัฐบาลลาออกภายใน ๑๘.๐๐ น.วันที่ ๗ ตุลาคม
-เวลา ๑๘.๐๐ น.มีแต่ความเงียบ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
-มีรถระเบิดหน้าที่ทำการพรรคชาติไทย มีผู้เสียชีวิต
-มีเหตุการณ์ปะทะกันหน้าบชน.มีผู้เสียชีวิตเป็นนักศึกษาจากเอแบค
-นักวิชาการ NGO สื่อต่างพากันโจมตีรัฐบาลและตำรวจ
-แพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯประกาศไม่รับรักษาตำรวจ
-สมเด็จพระบรมราชินีนาถพระราชทานเงินส่วนพระองค์จำนวน ๑ แสนบาท ให้โรงพยาบาลวชิรพยาบาลเพื่อรักษาผู้ได้รับบาดเจ็บ
และอีก ๒ แสนบาทในวันถัดมา

วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2551

สถาบันอาจารย์มหาวิทยาลัย

โดย แดง ไบเลย์ เขียนเมื่อประมาณปี ๒๕๒๕

ในเมืองไทยเรานั้น มีการกล่าวขวัญถึงสถาบันต่างๆ แทบจะหมดทุกสถาบันแล้วตั้งแต่ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย เผด็จการ ทหารพลเรือน ข้าราชการ นายทุน กรรมกร นักธุรกิจ ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ นักหนังสือพิมพ์ นักเรียน นักศึกษา นักการเมือง ฯลฯ ยังเหลืออีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่มีใครแตะต้องกันนัก นั่นคือ อาจารย์มหาวิทยาลัย

เนื่องจากสถาบันอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นกลุ่มคนที่มีความสำคัญยิ่งกลุ่มหนึ่ง สำหรับนักศึกษา เพราะหากขาดอาจารย์เสียแล้วมหาวิทยาลัยก็ไม่เป็นมหาวิทยาลัย จึงใคร่จักกล่าวถึงคนกลุ่มนี้ สักเล็กน้อย พอหอมปากหอมคอ

ขอแนะนำให้นักศึกษาใหม่ รู้จักกับพวกเขาก่อนเป็นเบื้องแรก : เขาคือใคร ?

๑. เขาเป็นข้าราชการพลเรือนสังกัดทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ

๒. เขาต่างจากข้าราชการพลเรือนอื่นๆ ตรงที่สามารถเลื่อนชั้นขั้นตอนได้คล่องกว่า เขามีเวลาการทำงานที่ flexible มาก ตลอดจนมีฮอลิเดย์อันยาวนาน

๓. ระบบการบังคับบัญชา และการวัดผลงานของพวกเขาหละหลวม กว่าระบบการบังคับบัญชา และวัดผลงานข้าราชการพลเรือนอื่นๆ

๔. เขามีหน้าที่ให้บริการทางวิชาการ คือ การสอนหนังสือ เป็นเบื้องแรก การวางระบบการเรียนการสอนและการบริหารวิทยาลัยเป็นเบื้องสอง

๕. นอกจากนี้ เขาก็ไปวิ่งรอกหากิน ด้วยการสอนกวดวิชา สอนพิเศษ ทำงานกับธุรกิจเอกชนบ้าง แต่ยังไม่เคยเห็นที่ขายทัปเป้อร์แวร์ หรือรับเป็นพิธีกรทัปเป้อร์แวร์

๖. เขาได้รับการยกย่อง จากสังคมอย่างมากพอสมควรตลอดจนยกย่องกันไปยกย่องกันมาในหมู่พวกเดียวกันอีกด้วยโดยใช้สรรพนาม เรียกกันไปเรียกกันมาว่า “อาจารย์” เช่น “แหม, วันนี้อาจารย์ดอกท้อ หน้าตาไม่สบายเลย ทั้งๆ ที่เพิ่งพาอาซ้อไปทัวร์ยุโรปมาหยกๆ” อาจารย์ไขลูกล่าว อาจารย์ดอกท้อตอบว่า “อาจารย์ไขลู ไม่ทราบหรือคะ ว่าหมู่นี้เดี๊ยนแองเชียสม้ากมาก มีเทนชั่นตบตีกันเพราะ แย่งกันสอนซัมเมอร์ค้า”

ความสำคัญผิดของนักศึกษาที่มีต่ออาจารย์ และสมควรแก้ไข

๑. นักศึกษาใหม่ส่วนมาก นึกว่าอาจารย์เป็นบุคคลพิเศษอันทรงความรู้ ความคิด ข้อเท็จจริงคือ อาจารย์ส่วนมากมิได้เป็นเช่นนั้น ตรงกันข้าม อาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนมาก เป็นผู้มีความรู้ความคิดเพียงแคบๆ เฉพาะในสาขาวิชาของตนเท่านั้น อย่าหวังอะไรมากไปกว่านั้น

๒. นักศึกษาอาจคิดว่า อาจารย์คือผู้หยั่งรู้โลกและสังคม ข้อเท็จจริงคือ อาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนมาก เป็นผู้ขาดประสพการณ์ชีวิตและขาดความรู้อันเกิดจากการได้สัมผัสกับความเป็นจริงในสังคม อาจารย์พูดถึงสังคมเหมือนกำลังพูดถึงสิ่งเลื่อนลอยบางอย่าง

๓. โปรดระลึกไว้เสมอว่า อาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนมาก สอนหนังสือไม่เป็นและมักจะบ่นว่าตามตำรา ตามตัวอักษร มากกว่าที่จะพยายามถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้น ด้วยวิธีการอันจะสร้างความเข้าใจให้เกิดแก่คุณ

๔. อาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนมาก ใช้ภาษาไทยไม่เป็น เพราะเขาเห็นเป็นของธรรมดาเกินกว่าที่จะทำความรู้จักกับมัน เขาจึงขาดเครื่องมือสำคัญในอาชีพ นอกจากใช้ภาษาไทยไม่เป็นแล้ว อาจารย์อีกร้อยละ ๙๖–๙๗ ก็ใช้ภาษาอื่นไม่เป็นอีกด้วย อย่าสำคัญผิดคิดว่าเมื่อเขาใช้ภาษาไทยไม่เป็นแล้วเขาจะใช้ภาษาฝรั่งเป็น-ไม่เป็นหรอกคู้ณ

๕. อาจารย์มหาวิทยาลัยครึ่งหนึ่ง ไม่แตกฉานในเนื้อหาวิชาที่ตนสอน เมื่อคุณเรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ทั้งๆ ที่คุณตั้งใจเรียน จึงมิใช่ความผิดของคุณทั้งหมดหรอก

๖. อาจารย์มหาวิทยาลัยกว่าครึ่ง ไม่ติดตามความก้าวหน้าในศาสตร์ที่ตนสอน ตลอดจนไม่เหลือบแล ข้อเท็จจริงในแง่การปฏิบัติการ เพราะละอายเกินไปที่จะยอมรับว่าตนยังไม่รู้อะไรอีกบ้าง

๗. อาจารย์มหาวิทยาลัยที่หย่อนประสิทธิภาพมากที่สุดได้แก่พวกที่สอนสังคมศาสตร์ เพราะเป็นสาขาวิชาที่ “รู้” ยาก และ “สอน” ยาก แต่บุคคลากรที่เข้ามาในแขนงสังคมศาสตร์กลับเป็นบุคคลากรที่มักจะด้อยคุณภาพ จึงไปกันใหญ่ไม่น่าประหลาดที่คุณไปฟังอาจารย์วิชาสังคมศาสตร์แขนงต่างๆ เช่น สังคมวิทยา สอนคุณเหมือนกับกำลังนินทาชาวบ้านให้คุณฟัง หรือไม่ก็เหมือนกับกำลังเล่าวิวัฒนาการของสังคมอเมริกาหรือสังคมจีนให้คุณฟัง ไม่ใช่สังคมไทย

๘. อาจารย์มหาวิทยาลัยที่เป็น สาวโสด มีเป็นจำนวนมาก คนกลุ่มนี้บางคนที่เขา “ทำใจ” กับวิถีชีวิตของตนเองได้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่อีกส่วนหนึ่งที่ “ทำใจ” ไม่ได้จะมีผลต่องาน และอย่าลืมว่า จริงๆ แล้ว งานอาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัยนั้น เป็นงานที่demand สมาธิ, intellectual capacity, objectivity และมี pressure พอสมควร คนที่ “ไม่เป็นกันเองกับตัวเอง” รับภาระงานชนิดนี้ได้โดยยากลำบาก

๙. อาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนมาก มาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วยสิ่งล่อหลอกเปลือกนอกของอาชีพนี้ เช่น การได้รับการยอมรับจากสังคม การได้ไปเมืองนอก เขามิได้มาเป็นอาจารย์เพราะเขารักอาชีพครู หรือมีวิญญาณแห่งการเป็นครู เขาเป็นครูเพราะเวรกรรมพามาและในที่สุดเวรกรรมของคุณ ก็พาคุณมาพบกับพวกเขา

๑๐. โปรดระวัง อาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นบุคคลที่มักสำคัญตนผิดได้ง่ายมาก เพราะโดยอาชีพ เขาคบหาสมาคมอยู่กับคนประเภท”ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันโง่” (สำนวนอันมีชื่อเสียงของคุณวิทยากร เชียงกูล) คนเขลารุ่นนี้เริ่มฉลาดขึ้นนิดหน่อยก็จากเขาไป คนเขลาคลื่นลูกใหม่ก็มาแทนที่ชีวิตของเขาเวียนว่ายอยู่กับ “คนเขลา” รุ่นแล้วรุ่นเล่า หาที่สิ้นสุดมิได้นานๆ เข้าจึงสำคัญตนผิด คิดว่าคนทั้งโลกมันเขลากันอย่างนั้นทุกคน ตัวเองฉลาดเป็นการถาวรอยู่แต่ผู้เดียว

๑๑. ในทางกลับกัน ก็อาจเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจได้เมื่อคนเขลาๆ ที่ตนเคยพบอยู่แต่เดิม เสือกฉลาดขึ้นมากมายในอีก ๓-๔ ปี ให้หลัง

๑๒. อาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนมากมาเป็นอาจารย์ด้วยจิตใจที่คิดจะมา “เอา” (take) มิใช่ จะมา “ให้” (give) คือ จะมา take อภิสิทธิ์ต่างๆ ทั้งในรูปธรรมนามธรรมของการที่ได้ขึ้นชื่อว่า เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เช่น ทุนการศึกษาไปต่างประเทศ ฯลฯ ฯลฯ จึงไม่น่าประหลาดใจแต่ประการใด ที่คนพวกนี้บางคน “ให้” แก่มหาวิทยาลัยได้น้อย และ “ให้” แก่นักศึกษาได้น้อย หลังจากที่ “สวาปาม” หยิบชิ้นปลามันไปรับประทานเรียบร้อยและชินชา ตลอดจนขับถ่ายหมดแล้ว

๑๓. คนที่ไม่ได้รักอาชีพครู จำนวนมากเหล่านี้ มีชีวิตประจำวันอย่างเซ็งๆ ไป ปีแล้วปีเหล่า ถึงเวลาเขาก็มา “ให้บริการ” การสอนพอให้หมด “หน้าที่” (และเขาจำกัดกรอบหน้าที่ของเขาให้แคบมากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้)

๑๔. ท้ายที่สุด ในสายตาของคน “แย่ๆ” เหล่านี้ นักศึกษาจึงถูกลอยแพและเป็นเพียง “instrument” แห่งการ “ดำเนินชีวิตประจำวัน” ของเขาเท่านั้น ไม่มีความหมายมากไปกว่านั้น

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2551

ขุ่นเคืองใจ

เมื่อวันก่อนเห็นความคิดเห็นของเพื่อนคนหนึ่งในเวบบอร์ด
ท่าทางกำลังมีปัญหากับสต๊าฟ (คือแพทย์ที่อาวุโสกว่า)
แต่เขาก็สรุปความคิดของเขาในตัวว่า
"ถึงอย่างไรเขาก็แก่กว่าเรา"

เป็นประเด็นให้ผู้เขียนคิดต่อมาว่า
"แล้วไง"
แก่กว่า มีสิทธิอู้มากกว่า
แก่กว่า ความคิดเห็นถูกเสมอ
แก่กว่า มีความถูกต้องมากกว่า
(อาจจะใช่ก็ได้ ความถูกต้อง = Right = สิทธิ)

เป็นมาแต่ไหนแต่ไรที่สังคมมนุษย์ให้ความเคารพนับถือผู้ที่อายุมากกว่า
เนื่องจากมีชีวิตมานานกว่าจึงมีประสบการณ์มากกว่า
และเนื่องจากมีประสบการณ์มากกว่า จึงเข้าใจเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นมากกว่า
คำแนะนำของผู้อาวุโสจึงมักถูกต้อง....

แต่ ด้วยความที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน
ผู้อาวุโสก็มีความคิดส่วนเป็นอัตวิสัย (subjective)
ซึ่งเป็นส่วนที่อาจจะไม่ได้รับประโยชน์จากประสบการณ์
ตรงนี้เป็นจุดให้เกิดความผิดพลาดในความคิดผู้อาวุโส
จนบางครั้งเป็นที่เห็นได้ประจักษ์ว่าผู้อาวุโสน่ะผิด....

สังคมควรเปิดกว้างให้ผู้ที่อ่อนวัยกว่าแสดงความคิดเห็นได้
แต่พูดตามตรง ตัวผู้เขียนเองก็รู้สึกไม่กล้าพูด
ทั้งที่รู้ว่าสิ่งที่ผู้อาวุโสพูดมาน่ะมันผิดโว้ย...
ได้แต่รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่ในใจ
ดีที่สมัยนี้มีอินเตอร์เนต พื้นที่ว่างๆที่ให้แสดงความคิดเห็นได้
เป็นแดนอิสระให้ชนชั้นกลางได้แสดงความคิดเห็น....

คิดไปคิดมา ก็หาข้ออ้างให้ตัวเอง
ที่ฉันไม่กล้าพูดไม่ใช่เพราะฉันผิดหรอกนะ
แต่เพราะสังคมที่ฉันเติบโตมาน่ะผิด
ที่ทำให้ฉันเติบโตมาเป็นคนไม่กล้าพูด
สังคมผิดตลอด
ผู้เขียนถูกเสมอ....

เรียนตลอดชีวิต

เรียนไปเรื่อยๆ

อนุบาล
ประถมศึกษา
มัธยมศึกษา
อุดมศึกษา
อุดมศึกษาอีกครั้ง
เกือบจะหมดแล้ว

แต่ก็ยังต้องเรียนอีก...
เรียนอีก...
แล้วก็เรียนต่อไปเรื่อยๆ

อายุ ๔๐ แล้วยังต้องไปเรียนหรือเปล่านะ....

วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2551

ความขี้เกียจ

อิทธิบาท ๔ ได้แก่

๑. ฉันทะ (ความพอใจที่จะทำกิจการงาน)
๒. วิริยะ (ความเพียรหรือขยันที่จะทำงาน)
๓. จิตตะ (ความเอาใส่ใส่ที่จะทำงานให้สำเร็จ)
๔. วิมังสา (การประเมินผลงานที่ทำแล้ว)

อบายมุข ๖ (ทางเสื่อม ๖ อย่าง) ได้แก่

๑. คบคนชั่วเป็นมิตร
๒. เกียจคร้าน
๓. เที่ยวกลางคืน
๔. เที่ยวตะลอนไม่มีแก่นสาร
๕. เล่นการพนัน
๖. ดื่มน้ำเมาพี้ยาเสพติด